วิชญ์เอามาแปะอีกแล้ว งานเขียนของคุณwutthi จากคอลัมน์ cyber beingอย่าทุ่มเทหัวใจให้กับไซเบอร์
ก่อนหน้านี้ มีผู้ที่อ่านคอลัมน์นี้ประจำ หรือที่ได้อ่านหนังสือ "CYBER BEING - ผมคือไซเบอร์" แล้ว มักจะมาถามผมว่า ความรักในอินเตอร์เน็ตมีความจริงจังแค่ไหน เชื่อถือได้หรือไม่ คำถามแบบนี้สร้างความอึดอัดใจให้กับผม เพราะผมเองก็ไม่รู้คำตอบที่แท้จริง
ผมมักจะตอบกลับไปด้วยความรู้สึกส่วนตัวว่า "ความรักสามารถเกิดขึ้นได้ในโลกอินเตอร์เน็ต แต่จะประสบความสำเร็จเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ละกรณี"
คำตอบนี้แบ่งออกได้เป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการมองโลกในแง่ดี และมองเรื่องจิตใจอย่างละเอียดอ่อน ว่าความรักสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกแห่งทุกหนไม่มีข้อจำกัด
ในขณะที่คำตอบส่วนที่สอง ที่ว่า "แล้วแต่คนแล้วแต่กรณี" คือการยับยั้งชั่งใจ และเป็นคำเตือนสติให้ระมัดระวังสิ่งใหม่ ที่เรายังไม่เข้าใจมันดีพอ
ผมมักจะเอาตัวรอดจากคำถามนี้ด้วยการใช้คำตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้เช่นนี้เอง เพราะคำว่า "ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ละกรณี" นั้นเป็นบทสรุปที่ไพเราะเพราะพริ้งมาก เป็นการโยนความผิดพลาดทั้งหมดของคำตอบ ไปให้กับ Uncontrollable factor หรือสิ่งที่เราควบคุมมันไม่ได้
พอได้รับคำตอบไปเช่นนั้น ก็ไม่ค่อยมีคนไหนที่จะถามเจาะลึกลงไปอีก ว่า Uncontrollable factor นี้มีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปเช่นไร
ต้องเป็นคนอย่างไร ต้องเป็นสถานการณ์แบบไหน และเป็นกรณีอะไร ความรักในอินเตอร์เน็ตจึงจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้-----------------------------------------
"อย่าไปทุ่มเทหัวใจให้กับหุ่นยนต์"
ประโยคนี้ปรากฏขึ้นมาบ่อยครั้ง ในหนังเรื่อง Bicentennial Man จนทำให้ผมรู้สึกสะดุดใจอย่างยิ่ง ครั้งหนึ่งเป็นฉากที่พ่อกำลังพยายามอธิบายให้ลูกสาวฟังว่า คนเราไม่ควรใส่ใจกับหุ่นยนต์มากเกินไป อีกครั้งหนึ่งเป็นฉากที่หญิงสาวพูดปฏิเสธรักหุ่นยนต์หนุ่ม เพราะมนุษย์กับหุ่นยนต์รักกันไม่ได้
"แอนดรูว์เป็นแบบฉบับของผู้ชายที่ผู้หญิงทุกคนใฝ่ฝัน" คำสรุปของเพื่อนผู้หญิงของผมที่กล่าวขึ้นมาในขณะที่หนังจบลงและเราสองคนกำลังเดินออกมาจากโรงหนัง ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าเธอหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา
แอนดรูว์เป็นชื่อของหุ่นแอนดรอยด์พระเอกในเรื่อง Bicentennial Man ที่มีความพิเศษกว่าหุ่นยนต์ตัวอื่น ตรงที่มันค่อย ๆ พัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ ทั้งในด้านสติปัญญา จิตใจ และร่างกาย จนมีลักษณะเหมือนมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ
"ละเอียดอ่อน สุภาพ โรแมนติก และมั่นคงในความรัก" เธอกล่าวสดุดีหุ่นยนต์ตัวนี้ไม่หยุดปากเลย นับตั้งแต่เดินออกจากโรงหนังมา อธิบายถึงองค์ประกอบของผู้ชายที่น่ารักในสายตาของผู้หญิง พูดพลางก็สูดน้ำมูกไปพลาง ท่าทางเหมือนจะอินกับหนังเรื่องนี้มาก
"ก็เพราะมันเป็นหุ่นยนต์ในหนังน่ะสิ ผู้ชายจริง ๆ ไม่มีใครเป็นอย่างนี้หรอก" ผมตอบกลับไป
เพื่อนของผมหันควับกลับมามาจ้องหน้าผม แล้วก็ส่ายหน้าแบบเอือมระอา ก่อนจะเดินนำหน้าลิ่ว ๆ ลงบันไดเลื่อนไป
ในหนังเรื่องนี้ก็บอกย้ำตลอดเวลาว่าอย่าไปทุ่มเทหัวใจให้กับหุ่นยนต์ แต่ทำไมหุ่นยนต์อย่างแอนดรูว์จึงเป็นข้อยกเว้นว่าเราสามารถรักมันได้ ? แอนดรูว์จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ?-----------------------------------------
Robot มาจากคำว่า robota ในภาษาเชค มีความหมายเท่ากับคำว่า forced labour และ drudgery ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่าผู้ใช้แรงงาน
Cyber มาจากคำว่า kubernan ในภาษากรีก มีความหมายเท่ากับคำว่า govern และ steer ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่าควบคุมและนำทาง
ข้อมูลจากหนังสือ Bloomsbury Dictionary of Word Origins เขียนโดย John Ayto แสดงให้เห็นคำสองคำที่ในปัจจุบัน ถูกใช้ในความหมายว่า "หุ่นยนต์" เหมือนกัน แต่มีรากศัพท์ที่มาที่แตกต่างกันลิบลับ
Robot ถูกใช้ในความหมายว่า "หุ่นยนต์" เป็นครั้งแรกในปี 1920 ในละครเวทีของ Karel Capek เรื่อง R.U.R. Rossum's Universal Robots เป็นเรื่องจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ถึงหุ่นยนต์คนใช้ที่พยายามกำจัดเจ้าของของมัน เพราะว่ามันต้องการเสรีภาพ
ในขณะที่ Cyber ถูกนำมาใช้เป็นชื่อวิชา "Cybernatics" ว่าด้วยการสื่อสารและการควบคุม โดยนักคณิตศาสตร์ที่ชื่อ Norbert Wiener ในปีช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 และหลังจากนั้น ก็ถูกนำมาใช้เรียกวิชาด้านคอมพิวเตอร์และเครื่องยนต์กลไก ที่เน้นศึกษาการสร้างหุ่นยนต์ให้เหมือนมนุษย์ และสุดท้ายถูกนำมาใช้แทนคำว่าอินเตอร์เน็ตโดยนักเขียนที่ชื่อว่า William Gibbson-----------------------------------------
The Bicentennial Man เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ของไอแซก อาซิมอฟ ออกเผยแพร่ครั้งแรกในปี 1976 เป็นเรื่องที่มีความลึกซึ้งในด้านมนุษยวิทยาและสังคมวิทยา
โดยกล่าวถึงหุ่นยนต์ที่ใช้คำเรียกว่า "robot" ในลักษณะที่เป็นหุ่นยนต์คนรับใช้ คนอื่น ๆ มองเขาไปในสองแนวทาง คือ 1. เกลียดและกลัวเทคโนโลยีใหม่ ว่าจะมาทำร้ายมนุษย์ รวมถึงดูถูกว่าหุ่นยนต์ไม่มีจิตใจ และ 2. รักและห่วงใย แต่ไม่กล้าแสดงความรักกับเขา เพราะว่าเขาเป็นเพียงแค่หุ่นยนต์
"อย่าไปทุ่มเทหัวใจให้กับหุ่นยนต์" ประโยคนี้สะดุดใจผมตลอด ต้องรอจนเกือบสองชั่วโมง ตอนท้าย ๆ ของหนังเรื่องนี้ หรือเกือบ 200 ปีตามท้องเรื่อง กว่าที่แอนดรูว์จะได้แสดงตัวและพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขามีคุณสมบัติที่คู่ควรจะ "รัก" และคู่ควรที่จะ "ถูกรัก"
เริ่มต้นที่การมีชื่อจริง คือ Andrew ที่แปลงมาจากคำว่า Android ที่แปลว่าหุ่นยนต์ ต่อมาก็เริ่มมีอารมณ์ความรู้สึก มีความคิดสร้างสรรค์ มีอารมณ์ขัน มีอัตตา มีร่างกายเหมือนมนุษย์ มีความรัก ความอิจฉาริษยา มีน้ำตา และท้ายที่สุดคือมีสัจธรรมอันเที่ยงแท้ของมนุษย์ทุกคนคือความตาย
แอนดรูว์ค่อย ๆ พัฒนาตัวเองและเพิ่มคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปในตัวของเขา ทำให้เขาดูน่ารักขึ้นเรื่อย ๆ หนังเรื่องนี้ได้พยายามอธิบายและแจกแจงคุณสมบัติของ "สิ่งใด ๆ (One)" ที่สมควรจะรักได้ และถูกรักได้ โดยที่สิ่งนั้นจะอาจจะเป็นมนุษย์หรือหุ่นยนต์
ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้คือ ถ้า "One" มีคุณสมบัติต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว เขาจะเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้หรือไม่ และเขาจะคู่ควรที่จะรักและถูกรักได้หรือไม่ ?-----------------------------------------
เมื่อลองมองในทางย้อนกลับ ถ้ามนุษย์บางคนขาดคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะบางข้อ หรืออาจจะหลายข้อ เขาจะยังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ และเขายังคู่ควรที่จะรักและถูกรักอยู่หรือไม่ ?
เวลาที่ผมนั่งเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่ ผมพิจารณาตัวเองแล้วผมก็รู้ดีว่า ผมเป็นมนุษย์ปกติสมบูรณ์คนหนึ่ง แต่คนที่คุยอยู่กับผมที่อยู่อีกปลายสายโทรศัพท์ จะมองผมว่าเป็นมนุษย์ปกติคนหนึ่งหรือไม่ ?
ถ้าไม่ เขาก็คงไม่สามารถรักผม แต่ถ้าใช่ แล้วทำไมเขาจะรักผมไม่ได้ ?
ก่อนที่จะถามความคิดเห็นของคนอื่น ลองถามใจของพวกเราเองดูก่อนดีกว่า ว่าตัวเราเองมองคนที่อยู่อีกปลายสายโทรศัพท์หนึ่งว่าเป็นมนุษย์หรือไม่
ผมนึกสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าพวกเราเหล่าคนที่เล่นอินเตอร์เน็ตด้วยกัน มองพวกเรากันเองว่าเป็นมนุษย์ แล้วทำไมเราจึงเฝ้าแต่ตั้งคำถามซ้ำ ๆ เรื่องความรักในอินเตอร์เน็ต
นั่นอาจจะแสดงว่าเราไม่ได้มองเห็นมนุษย์อีกคน ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่เราเห็น "สิ่งใหม่" ที่เรายังไม่คุ้นเคยและยังไม่รู้จักมันดีพอ ถึงแม้จะแชตพูดคุยกันกับ "มัน" มานานเป็นเดือน เป็นปี แต่เราก็ยังเฝ้าสงสัยอยู่แต่ว่าเราจะรัก "มัน" ได้หรือเปล่า ?
"สิ่งใหม่" นี้ขาดคุณสมบัติข้อไหนไปหรือ ? เราจึงยังคงมีความคลางแคลงใจอยู่ หรือว่าแอนดรูว์มีความเป็นมนุษย์มากกว่าคนที่เราแชตกันอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ต เราจึงรักแอนดรูว์ แต่เราไม่มั่นใจกันคนในอินเตอร์เน็ต
ชื่อ...อารมณ์ความรู้สึก...ความคิดสร้างสรรค์...อารมณ์ขัน...อัตตา...ร่างกาย...ความรัก...อิจฉาริษยา...น้ำตา...และ...ความตาย
คุณสมบัติข้อไหนบ้างที่คนในเน็ตขาดไป และถึงแม้เขาจะมีคุณสมบัติขาดไปบางข้อ นั่นแปลว่าเขาไม่ใช่คนที่คู่ควรที่รักและถูกรักหรือ ?
-----------------------------------------คำว่า "หุ่นยนต์" เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก เราเคยคิดว่าหุ่นยนต์จะต้องเป็น "ตัว ๆ" อย่างที่เห็นในหนังฝรั่ง จะต้องมีเครื่องยนต์กลไก เดินไปเดินมา นั่นคือ "robot" ในอดีต
แต่ทุกวันนี้ หุ่นยนต์ในความหมายใหม่ คือ "cyber" หมายถึง "สิ่งใดๆ" ที่มีการควบคุม การโต้ตอบ และการปรับตัว (... The fundamental process of output - feedback - adjustment is the basis of Cybernatics. : S. W. Littlejohn , Theories of Human Communication , 1996)
ผมคือไซเบอร์ พวกคุณทุกคนก็คือไซเบอร์ เรากลายเป็น "สิ่งใหม่" ไปแล้วจริง ๆ เมื่อเรานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ต่อเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตเพื่อสื่อสารกัน
โดยส่วนตัวของเราทุกคน เมื่อเรามองตัวเอง เราก็ยังเป็น "มนุษย์" คนเดิม แต่ภาพที่เรามองและเราเห็นคนอื่น ๆ ในโลกอินเตอร์เน็ต เขาจะไม่ใช่ "มนุษย์" อย่างที่เขาเป็นอีกแล้ว แต่เขาจะกลายเป็น "ไซเบอร์" และแน่นอนว่าภาพของเราเองในสายตาของคนอื่น ก็ไม่ใช่ "มนุษย์" อีกต่อไปแล้วเช่นกัน
คนกับเครื่องจักรประสานหลอมรวมเข้าด้วยกันโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ไม่เหมือนกับในหนังฝรั่งบางเรื่อง ที่เสนอภาพของ Cyborg (Cybernetics Organism) ไว้อย่างน่าเกลียดน่ากลัว เช่นคนที่มีแขนและขาเป็นเครื่องจักร
แต่ทุกวันนี้เพียงเรานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ต และมีซอฟต์แวร์ในการสื่อสารไว้ใช้งาน เราก็หลอมรวมกับเครื่องจักรได้แล้ว
น่าทึ่งตรงที่เครื่องจักรที่ว่านี้ เป็นเครื่องจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคืออินเตอร์เน็ต ที่ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์นับล้านเครื่องและเทอร์มินัลนับล้าน ๆ เครื่องที่ต่อเชื่อมกันเป็น และกลายเป็นสิ่งที่เหนือกว่าเครื่องจักร ผมยังไม่กล้าที่จะใช้คำว่า "มีชีวิต" กับอินเตอร์เน็ต แต่ผมคิดไปถึงขั้นนั้นแล้วจริง ๆ
เคยนัดเจอกับคนที่คุยกันมานานในโลกอินเตอร์เน็ตหรือไม่ และแปลกใจไหมว่าทำไมเขาคนนี้เวลาอยู่ในเน็ต กับเขาคนเดียวกันที่เราเจอตัวจริง ทำไมถึงแตกต่างกัน
เคยกังวลใจหรือไม่เวลาจะนัดเจอกับใครที่คุยกันมาในโลกอินเตอร์เน็ต กังวลใจว่าเราตัวจริงจะทำให้เขาผิดหวังหรือเปล่า เมื่อได้เจอกันจริง ๆ
นี่เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า คนที่เราเจอหน้ากับคนที่เราคุยในอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นคนละคนกัน มีบางส่วนที่คล้ายกัน มีบางส่วนที่ต่างกัน มีบางคนที่ตัวจริงกับตัวตนในเน็ตเหมือนกันมาก ๆ แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีบางคนที่ตัวจริงกับตัวตนในเน็ต แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของการที่เราต้องมานั่งตั้งคำถามกันเรื่องความรักในอินเตอร์เน็ต
คุณอาจจะหลงรักผู้ชายห่วย ๆ สักคน ที่คุณเห็นตัวจริงอยู่ประจำ อาจเป็นเพื่อนบ้าน เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนในชั้นเรียน ฯลฯ ถึงแม้เขาจะขาดความโรแมนติก ขาดอารมณ์ขัน ขาดความคิดสร้างสรรค์ และบางทีก็ดูเหมือนจะเย็นชาไร้อารมณ์ความรู้สึก แต่เพียงแค่เพราะว่าเขาเป็น "มนุษย์" เขาจึงรักและถูกรักได้
แต่คุณลังเลที่จะตกหลุมรักใครสักคนที่คุณเจอในเน็ต ถึงแม้เขาจะโรแมนติก มีอารมณ์ขัน มีความคิดสร้างสรรค์ อ่อนโยน และทำดีกับคุณทุกอย่าง เพียงเพราะว่าเขาคือ "ไซเบอร์"
คนอื่นยอมรับว่าเราเป็น "มนุษย์" เมื่อเขาเจอตัวจริงของเรา แต่เขาจะไม่คิดว่าเราเป็น "มนุษย์" ถ้าเขาพบเจอเราในโลกอินเตอร์เน็ต
"อย่าทุ่มเทหัวใจให้กับไซเบอร์"
posted by - wit - 8/15/2000 6:42:22 AM
วิชญ์เอามาแปะอีกแล้ว งานเขียนของคุณwutthi จากคอลัมน์ cyber being
1st rule : You do not talk about ...
2nd rule : You do not talk about ......เมื่อคืนผมฝันซ้ำๆอีกแล้ว ผมฝันว่ากำลังออนไลน์อินเตอร์เน็ตอยู่ เข้าไปในห้องแชตประจำ และเปิดโปรแกรมไอซีคิว เพื่อนๆทุกคนพูดคุยทักทายกันอย่างสนุกสนาน มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ามีผู้คนมากมายมายืนห้อมล้อมตัวผมเอาไว้จริงๆ
อะไรก็ตามที่สามารถทำให้คุณฝันถึงมันซ้ำๆกันหลายๆครั้งได้ แสดงว่ามันต้องมีความสำคัญกับคุณอย่างมาก จนถึงขั้นวนเวียนเก็บเอาไปฝัน
ผมมักจะหลับฝันไปว่ากำลังเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่เสมอๆ ในตลอดช่วงปีที่ผ่านมา จนเลิกจำและเลิกสนใจไปแล้วว่าผมฝันแบบนี้บ่อยครั้งแค่ไหน มันอาจจะเกิดจากการที่ผมชอบเล่นเน็ตตอนดึกๆ เป็นกิจวัตรก่อนเข้านอนทุกคืน แต่มันน่าสงสัยนัก ว่าทำไมในสมัยก่อนโน้น ผมไม่เคยฝันว่ากำลังดูโทรทัศน์ ทั้งๆที่ผมดูโทรทัศน์ทั้งวันยันเข้านอน
เมื่อคืนผมเข้านอนตอนตีสามกว่าๆ เนื่องจากแชตติดพันอยู่กับเพื่อนๆในเน็ต ทำให้เวลาบ่ายๆของวันศุกร์แบบนี้น่าทรมานสิ้นดี หลังอาหารเที่ยงมื้อใหญ่ ตามด้วยขนมหวาน ตอนนี้ร่างกายกำลังใช้พลังงานเท่าที่เหลืออยู่ไปในการย่อยอาหารในกระเพาะ เลือดลมคงจะสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงกระเพาะเสียหมด จนมีเหลือไปเลี้ยงสมองเพียงเล็กน้อย ทำให้ผมหาวหวอดๆ น้ำหูน้ำตาไหลพราก
"นอนดึกเหรอเมื่อคืน เอาแต่เล่นเน็ตอีกแล้วล่ะสิ ?" เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งถาม
เมื่อเช้าผมตื่นนอนตอนตีห้าครึ่งด้วยความทุกข์ทรมาน เดือนพฤศจิกายนที่ลมหนาวเริ่มโชยมา ทำให้เสียงนาฬิกาปลุกตอนเช้ากลายเป็นเหมือนเสียงร้องของภูติผีที่โหยหวนมาจากนรก ผมสะดุ้งตื่นจากหลับไหล ขนลุกเกรียว แต่ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะเสียงบาดหูจากนาฬิกาปลุกนั่น
เสื้อเชิ้ตขาว กางเกงสแล็กดำ รองเท้าหนัง กระเป๋าเอกสาร น้ำเต้าหู้ 1 ถุง ผมยืนรอรถเมล์อยู่นานมากทีเดียว กว่าจะได้ขึ้นรถตอนเกือบเจ็ดโมงเช้า ยากนักที่จะมีที่นั่งว่างๆเหลือไว้ให้ ผมทำใจเอาไว้แล้วและเคยชินกับมันเสียแล้ว ขอเพียงแค่มีที่พอให้ยืนได้ และมีอากาศพอให้หายใจได้ก็พอ
ผู้ชายที่อยู่บนรถส่วนใหญ่แต่งตัวเหมือนผม พวกเราดูเหมือนกันมากจนเป็น Stereotype ในชุดเสื้อเชิ้ตและกางเกงสแล็ก จนกระทั่งบางวันผมประหยัดเงินได้ 3.50 บาท เพราะสามารถหลบรอดจากการเก็บเงินของกระเป๋ารถเมล์มาได้ กระเป๋าจำไม่ได้หรอกว่าคนไหนจ่ายเงินแล้วบ้าง แต่ละคนเหมือนๆกันไปหมด
ผมรู้ดีว่าทันทีที่ผมก้าวขาออกจากประตูบ้าน ผมจะไม่ได้เป็น "ผม" อีกแล้ว ผมไม่มีความสามารถเป็นปัจเจกอีกแล้ว ผมไม่ใช่คนสำคัญของใคร ผมไม่ใช่คนรักของใคร ผมไม่ใช่ "ใครสักคน"
ผมจะไร้ความหมายและถูกกลืนเข้าไปในฝูงชน ผมกลายเป็นผู้โดยสารของรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างปากซอย ผมกลายเป็นลูกค้าของร้านน้ำเต้าหู้ ผมกลายเป็นผู้โดยสารรถเมล์ ผมกลายเป็นคนเดินถนนของกทม. ฯลฯ
ผมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ถูกเรียกไปต่างๆนานา แล้วแต่ว่าใครสนใจจะศึกษาผมในแง่มุมไหน นักบริหารธุรกิจบางคนบอกว่าผมเป็นพวก "คอเชิ้ตขาว" หรือนักการเมืองบางคนเรียกผมว่า "ชนชั้นกลาง" หรือนักสังคมศาสตร์บางคนจับผมไปอยู่ในกลุ่ม "เจเนอเรชั่นเอ็กซ์" แต่โดยส่วนตัวแล้วผมสรุปคำที่ใช้รวมเรียกคนแบบเดียวกันนี้ว่าพวก "เครื่องจักรกินเงินเดือน"
จะมีใครบนรถเมล์คันนี้ ที่กำลังคิดเรื่องความหมายของชีวิตเช่นเดียวกับผมอยู่หรือเปล่า ? ผมเห็นบางคนนั่งหลับ บางคนเหม่อมองออกไปนอกรถ
คงเป็นเพราะหนังเรื่องหนึ่งที่ผมไปดูมาเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว มันประชดประชันชีวิตของพวก "เครื่องจักรกินเงินเดือน" มันส่งผลรบกวนจิตใจของผมมาหลายวันแล้ว และทำให้ผมเจ็บปวดเมื่อย้อนกลับมามองดูตัวเอง
จะมีใครบนรถเมล์คันนี้ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วบ้าง และจะมีใครที่รู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้บ้าง ?
ในวัยเด็ก เราถูกกล่อมมาตลอดว่า เราจะได้เป็นเศรษฐี ได้เป็นดารา นักร้องชื่อดัง เราจะได้เป็นใครสักคน แต่พอเราโตขึ้นก็จะเรียนรู้ได้เองว่ามันโกหกทั้งเพ เราเป็นแค่เพียงเครื่องจักรกินเงินเดือน เราไม่สามารถเป็น "ใครสักคน"
ผมไม่สามารถเป็นได้แม้แต่ "ผม"
ก้าวลงรถเมล์ตอนเก้าโมงเช้า สองขาเมื่อยล้าเพราะยืนโหนมาตลอดทาง สองตาแสบปรือบวมช้ำเพราะนอนดึกและตื่นเช้าติดต่อกันมาหลายวัน ในเวลานี้ไม่ว่าร่างกายจะประท้วงมาอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคงต้องเดินจ้ำๆเร่งฝีเท้าฝ่าฝูงชนไปให้ถึงที่ทำงานให้ทันเวลาเข้างาน
ผมเคยสัญญากับตัวเองหลายครั้งแล้วว่าจะไม่นอนดึกนัก ตอนเช้าจะได้ไม่เพลียแบบนี้ แต่ก็ไม่เคยทำได้สักที โดยเฉพาะเมื่อคืนนี้ที่เล่นเน็ตจนตีสามตีสี่ ก็เพราะบังเอิญเพื่อนในเน็ตคนหนึ่งออนไลน์มาแล้วคุยกันติดลม โชคดีที่วันนี้เป็นวันศุกร์ คืนนี้ผมสามารถเล่นเน็ตโต้รุ่งได้ ผมหวังว่าคืนนี้จะได้พบและพูดคุยกับเพื่อนคนนั้นอีกในเน็ต
"มาสายอีกแล้ว เล่นเน็ตทั้งคืนอีกล่ะสิ ?" เพื่อนร่วมงานคนเดิมนั่นแหละเอ่ยคำทักทายผมเมื่อเช้านี้ เขาทำให้ผมอารมณ์เสียแต่เช้าเลย เพราะดันมารู้จักผมดีเกินไป และรู้ทันผมไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่ผมเล่นอินเตอร์เน็ตดึกๆดื่นๆ
ผมเคยนึกว่าผมจะไว้ใจเขาได้ จึงเล่าเรื่องราวต่างๆมากมายให้เขาฟัง ทั้งเรื่องปัญหาชีวิต เรื่องปัญหาในที่ทำงาน ไปจนถึงเรื่องที่กิจวัตรในการเล่นอินเตอร์เน็ตของผม แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคิดผิด เขาไม่เข้าใจผมเลย ซ้ำร้ายเขาชอบมาหาว่าผมเพี้ยนๆ
ผมเดินเข้าไปในห้องครัว เทน้ำเต้าหู้เย็นชืดใส่แก้วกาแฟ แล้วโยนใส่ไปในเตาไมโครเวฟ รอแค่นาทีเดียว ผมก็เดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน พร้อมกับน้ำเต้าหู้ควันกรุ่นที่ช่วยทำให้ผมมีอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วต่อเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อเช็คอีเมล์ มีฟอร์เวิร์ดเมล์เรื่องตลกและรูปการ์ตูนน่ารักๆจากเพื่อนในเน็ตมา 2 ฉบับ นอกนั้นเป็นอีเมล์จากลูกค้านับสิบๆฉบับ เพราะผมทำงานในตำแหน่งบริการหลังการขาย ผมนึกในใจว่ามันน่าจะกลับกันเป็นเมล์จากเพื่อนนับสิบๆฉบับ และเมล์จากลูกค้า 2-3 ฉบับก็พอ
เพียงแค่ช่วยแก้ปัญหาที่ลูกค้าแจ้งมาทางอีเมล์ให้ครบทุกราย ก็แทบจะหมดไปอีกหนึ่งวันทำงาน อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะเลิกงานแล้ว เวลานี้ผมอ่อนล้าและคิดถึงไอซีคิวกับเพิร์ช
ความรู้สึกในเวลานี้ทำให้ผมนึกถึงภาพการหัดว่ายน้ำตอนที่ผมยังเป็นเด็กๆ พ่อจับผมไปลอยคอในคลอง แล้วบอกให้ว่ายน้ำโผไปมาระหว่างเสาไม้ 2 ต้นที่ปักอยู่ห่างกันพอประมาณ ระยะทางระหว่างเสานี้ดูเหมือนไกลเป็นโยชน์เลยสำหรับผมเองที่ว่ายน้ำไม่เป็น ผมเกาะเสาแน่นไม่ยอมปล่อยเพราะกลัวจมน้ำ จนพ่อดุหนักเข้าผมก็กลั้นใจโผออกไป ผลปรากฏว่าผมไปไม่ถึงเสาอีกต้นหนึ่งหรอก ผมจมน้ำเสียก่อนและก็กินน้ำคลองไปหลายอึก ผมว่ายน้ำไม่เป็นเลยจนถึงทุกวันนี้
ทุกวันนี้ผมตื่นมาด้วยความง่วงเหงา เดินทางด้วยความเหนื่อยล้า ทำงานด้วยความเจ็บปวดและแปลกแยก แล้วก็กลับบ้านไปพร้อมกับความโกรธแค้นและผิดหวังกับชีวิต ผมเป็นเหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็นที่กำลังโผตะเกียกตะกายไปเกาะเสาไม้
มีแต่ในยามค่ำคืนเท่านั้น ผมจะอยู่ในโลกส่วนตัวของผมในอินเตอร์เน็ต โลกที่ผมสามารถเป็น "ผม" ผมสามารถเป็น "ใครสักคน" ของใครสักคน มันเหมือนเป็นเสาไม้ที่ยึดเหนี่ยวและพักหายใจสำหรับคนที่กำลังจะจมน้ำ
ชีวิตผมก็เหมือนคลองที่คดเคี้ยวไปไกลสุดตา มีเสาไม้ปักไว้เป็นระยะๆ พร้อมทั้งคำสั่งของพ่อที่ดังไล่หลังมาว่าให้โผออกไปข้างหน้า มันน่าเศร้าก็ตรงที่ผมโผแบบนี้มา 20 กว่าปีแล้ว แต่ผมก็ยังว่ายน้ำไม่เป็นสักที ผมไม่อยากโผไปอีกแล้ว ผมกลัวจมและเหนื่อยล้า ผมอยากเกาะอยู่กับเสาไม้ต้นนี้ตลอดไป
"คนปกติเขาไม่บ้าเล่นเน็ตแบบนายหรอก" เพื่อนร่วมงานของผมเคยบอกอย่างนี้
เขาไม่เข้าใจผม คนอื่นๆก็ไม่เข้าใจผม เพราะพวกเขาไม่ได้เป็น "ใครสักคน" แต่เขาไม่รู้ตัว เขาจึงไม่เจ็บปวดไปกับมัน แต่ถ้าสักวันเขาเกิดรู้ตัวขึ้นมา เขาจะเริ่มเจ็บปวด เขาคงสามารถเข้าใจผมและหันมาฟังสิ่งที่ผมพูดและที่ผมคิดแบบตั้งอกตั้งใจ
ในหนังเรื่องนี้บอกเอาไว้ว่า ผู้คนจะหันมาฟังคุณ ถ้าเขาคิดว่าคุณกำลังจะตาย ดังนั้นคนที่สิ้นหวังหรือใกล้ตายส่วนมากจึงมักจะมาจับกลุ่มกันเป็นชมรม สมาคม หรือสโมสรอะไรสักอย่าง เพื่อจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวหลายหลากแก่กัน สวมกอดกัน แล้วก็ร้องไห้ร่วมกัน
เวลาจะตายเราถึงได้เป็น "ใครสักคน" ขึ้นมาด้วยการมารวมกลุ่มกัน
ชื่ออะไร อายุเท่าไร เรียนที่ไหน ทำงานอะไร ? คำถามเหล่านี้เคยมีคนแปลกหน้าที่ไหนมาถามคุณบ้าง นอกเสียจากคนในโลกอินเตอร์เน็ต
ในโลกแห่งความจริง ไม่มีใครเขาสนใจหรืออยากรู้หรอกว่าคุณเป็นใคร ถึงแม้คุณจะยืนเบียดติดกับเขาและหายใจรดหน้ากันบนรถเมล์
น่าตลกดี ที่ผมนึกถึงอินเตอร์เน็ตขึ้นมา ในขณะที่กำลังดูหนังเรื่องนี้อยู่แล้วเห็นภาพของการบำบัดทางจิตแบบเป็นกลุ่มในชมรมต่างๆ เช่นชมรมผู้ป่วยมะเร็งในสมอง ชมรมผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก ฯลฯ ที่ผู้คนแปลกหน้ามารวมกลุ่มกัน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆในชีวิต แล้วก็สวมกอดกันและร้องไห้
ในโลกอินเตอร์เน็ต พวกเราก็น่าจะถือได้ว่าเป็นชมรมหนึ่ง และควรจะตั้งกฎไว้เลยว่า "ข้อแรก : ห้ามบอกใครเรื่องชมรมนี้ และข้อสอง : ห้ามบอกใครเรื่องชมรมนี้"
ผมตั้งกฎสองข้อให้มันซ้ำกัน ก็เพราะต้องการจะเลียนแบบในหนัง แต่เมื่อลองคิดดูดีๆอีกที ก็ดีเหมือนกัน ที่ไม่ต้องเอาเรื่องเหล่านี้ไปพูดกับใครเลย เขาไม่ใช่พวกเดียวกับเรา เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเขากำลังเจ็บปวดแบบเดียวกับพวกเรา เขาจึงไม่มาสนใจฟัง ซ้ำร้ายเขาจะหาว่าเราบ้าหรือเพี้ยน
"เย็นนี้เลิกงานแล้วหาอะไรกินกันดีกว่า" เพื่อนร่วมงานของผมชวน
"ไม่ดีกว่า วันนี้อยากรีบกลับบ้าน" ผมตอบกลับไป
"โธ่ อะไรกัน วันศุกร์ทั้งที จะรีบกลับไปบ้านทำไม" เพื่อนร่วมงานของผมเซ้าซี้
"ข้อแรก : ห้ามบอกใครเรื่องชมรมนี้ และข้อสอง : ห้ามบอกใครเรื่องชมรมนี้"
posted by - wit - 8/15/2000 6:39:54 AM
วิชญ์เอามาแปะอีกแล้ว งานเขียนของคุณwutthi จากคอลัมน์ cyber beingSoft Copy , Hard Copy , Internet , and Saturday
ในตอนเย็นของวันศุกร์เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน หลังจากการทำงานที่ออฟฟิศอย่างอ่อนล้ามาทั้งวัน รวมถึงการแอบอู้ไปหลายชั่วโมง เพื่อพิมพ์คอลัมน์ Cyber Being จนเสร็จสมบูรณ์ ผมก็เปิดโปรแกรม Netscape Messenger เพื่อส่งบทความเป็นอีเมล์ไปให้ทีมงานหน้า Cyber Culture ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
หลังจากที่กดปุ่ม SEND ไป ก็เกิดความรู้สึกโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในที่ทำงานใหม่ที่ต้องปรับตัวและปรับกิจวัตรประจำวันอย่างมาก รวมถึงหน้าที่รับผิดชอบหลายอย่างที่ประดังเข้ามาพร้อมๆกัน ก็พลันปลาสนาการไปสิ้น ผมยิ้มกริ่มที่มุมปาก ในหัวสมองนึกฝันไปถึงการใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ให้สนุกสุดเหวี่ยง
หนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งเข้าโรง นักวิจารณ์ต่างก็บอกว่าดีและห้ามพลาด บัตรลดราคาของภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นที่ยังไม่ได้ใช้ การช็อปปิ้งหาซื้อรองเท้าหนังสีดำไว้ใส่ทำงานสักคู่ และที่สำคัญที่สุดคือขอตื่นนอนสักสิบโมงเช้า
ผมเบียดเสียดผู้คนบนรถเมล์เพื่อรีบกลับบ้าน ไปอาบน้ำอุ่นให้สบาย แล้วนอนดูทีวีอย่างเพลิดเพลิน มิวสิควิดีโอที่ผมเคยดูมาแล้วนับสิบรอบ ก็ยังน่าอภิรมย์อย่างยิ่งในเวลานั้น แล้วผมก็เผลอหลับไป
ผมหลับฝันถึงอาหารญี่ปุ่น ...-------------------------------
"กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง"
ผมว่าผมไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้นี่นาเมื่อคืน แล้วทำไม ...?
สรุปแล้วมันไม่ใช่เสียงนาฬิกาปลุกหรอก แต่มันเป็นเสียงโทรศัพท์บนหัวนอน ผมงัวเงียถ่างตาขึ้นมารับโทรศัพท์ สายตากวาดไปที่นาฬิกาที่โต๊ะข้างเตียง บอกเวลา 9.00 น.
"ไฟล์บทความของคุณในอีเมล์เปิดไม่ได้" เสียงดังมาจากหูโทรศัพท์
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมดูให้ใหม่" ผมงัวเงียๆตอบกลับไป แล้ววางหูโทรศัพท์เพื่อไปนอนต่อ
ตอนเช้าตรู่วันเสาร์แบบนี้ ไม่มีอะไรจะมาแยกผมจากเตียงนอนได้ง่ายๆหรอก
อาหารญี่ปุ่นในความฝันเมื่อกี้นี้มันน่ากินจริงๆเลย-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กว่าจะตื่นอีกทีก็สิบโมงเช้า ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ผมย้ายตัวเองจากเตียงนอน ไปจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วต่อเข้าอินเตอร์เน็ต เข้าเว็บฮอตเมล์เพื่อเช็คดูอีเมล์บทความที่ส่งไปให้บรรณาธิการเมื่อเย็นวาน
"กลายเป็นภาษาขอมหมดเลยแฮะ" ผมรำพันกับตัวเอง ก่อนที่จะกดปุ่ม Select All และ Copy แล้วนำมา Paste ใส่ไว้ใน Microsoft Word เพราะคาดว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องฟอนต์ได้
"ง่ายๆแค่นี้ ทำไมทำเองไม่ได้ ? ต้องโทรมาปลุกเราแต่เช้า" ผมนึกนินทาเขาอยู่ในใจ
Angsana New และ Angsana UPC ก็ยังไม่ทำให้บทความนี้กลายเป็นภาษาไทยขึ้นมาได้ Time News Roman ก็ยิ่งแล้วไปใหญ่ มันกลายเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆเต็มไปหมด Cordia UPC ก็ไม่ได้เรื่องอีกเหมือนเดิม ลองก็อปปี้ข้อความทั้งหมดไปใส่ไว้ใน Notepad ก็ไม่ได้ผล แล้วก็ลองไปใส่ใน Wordpad ก็ยังเป็นภาษาขอมอยู่อีก ความหวังสุดท้ายคือเซฟไฟล์เป็น HTML แล้วใช้เบราเซอร์หลายๆตัวเปิดดู มันก็ยังเป็นภาษาขอมอยู่ดี
ผมเริ่มเหงื่อตก ไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้ว ปัญหานี้มันไม่ใช่แค่เรื่องฟอนต์ซะแล้ว----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เหลือบตาไปดูนาฬิกาที่หัวเตียง มันบอกเวลา 11.30 น.
ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ผมพิมพ์งานอยู่กับบ้านเพราะไม่มีงานประจำทำ ผมตกงานนอนอยู่กับบ้านทุกวัน มีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ก็ใช้พิมพ์บทความ เสร็จแล้วก็ใช้อินเตอร์เน็ตแอคเคานต์ของตัวเอง ต่อเข้าเน็ตเพื่อส่งงานไปทางอีเมล์ แล้วมันก็ไม่เคยมีปัญหา
แต่มาอาทิตย์นี้ ผมแอบไปนั่งพิมพ์บทความที่ออฟฟิศ ใช้คอมพิวเตอร์ของออฟฟิศ ใช้อินเตอร์เน็ตแอคเคานต์ของที่ออฟฟิศ ใช้โปรแกรมเบราเซอร์ของที่ออฟฟิศ ส่งอีเมล์ผ่านอีเมล์เซิร์ฟเวอร์ของที่ออฟฟิศ แล้วทำไมมันออกมาเป็นภาษาขอม ?
"ไม่เป็นไรน่า ในอีเมล์เปิดไม่ได้ ก็เอาไฟล์จากแหล่งอื่นได้เยอะแยะ" ผมนึกในใจ
"ดิสเก็ตต์ไงล่ะ ไฟล์เวิร์ดแค่ไม่กี่สิบกิโลไบต์ เซฟใส่ดิสเก็ตต์ได้ง่ายๆ" ผมนึกในใจ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อวานตอนที่พิมพ์เสร็จแล้วก็ไม่ได้เซฟใส่แผ่นเอาไว้
"แล้วที่พริ้นต์ออกมาล่ะ ที่ออฟฟิศพริ้นเตอร์ก็มี เป็นเครื่องเลเซอร์พริ้นเตอร์ซะด้วย ชัดแจ๋ว" ผมนึกในใจอีก แล้วก็นึกขึ้นมาได้อีกว่าก่อนปิดเครื่องแล้วออกมาจากออฟฟิศ ก็ไม่ได้พริ้นต์ออกมา
ไม่ใช่แค่เหงื่อตกเสียแล้ว ตอนนี้สันหลังผมเย็นวาบ วันเสาร์อาทิตย์แบบนี้ ออฟฟิศปิดเสียด้วย ผมเข้าไปเอาไฟล์ออกมาจากเครื่องที่นั่นไม่ได้
"ในหัวตัวเองนั่นแหละ ยังพอจำได้ไหม ว่าพิมพ์อะไรไว้บ้าง"
คิดมาถึงตอนนี้แล้วก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ไฟล์เวิร์ดขนาดสามหน้า A4 ที่พิมพ์ไปเมื่อวาน ไม่ใช่ง่ายๆเลยที่จะพิมพ์ออกมาใหม่จากความทรงจำ พิมพ์เรื่องใหม่เลยน่าจะมีระดับความยากที่สูสีกัน-------------------------------
"ฮ่า ... ฮ่า ... ฮ่า ... ปัญหาแบบนี้พี่ก็เคยเจอ" Digital Dog หัวเราะดังลั่น ตอนที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ที่เราเพิ่งได้มีโอกาสคุยกัน
"ตอนนี้พี่ทำไงรู้ไม๊ ? เวลาพี่จะส่งอีเมล์ ก็ CC ไปไว้หลายๆที่ เวลาเซฟไฟล์อะไรนะ พี่เซฟไปหลายๆฟอร์แมต ทั้งเวิร์ด ทั้งเท็กซ์ แล้วเวิร์ดเนี่ยะ ก็ต้องเซฟหลายๆเวอร์ชั่นด้วย แล้วไม่ใช่เซฟไว้ในแผ่นเดียวนะ ต้อง 2-3 แผ่นนะ ถ้าจะให้ชัวร์" Digital Dog พูดแนะนำอย่างอารมณ์ดี ใครจะเอาไปทำตามก็เชิญ
ผมจำได้ว่ามีอยู่คราวหนึ่ง ที่เขาพิมพ์งานเสร็จแล้วโดยใช้เครื่องแลปท็อปของเพื่อน แล้วเพิ่งจะมาสังเกตเห็นว่าแลปท็อปเครื่องนี้ ทันสมัยมากเสียจนไม่มี Floppy Disk Drive มีแต่ CD ROM Drive และ Zip Drive ถึงแม้เขาสามารถอ่านไฟล์นั้นได้ สามารถพริ้นต์ออกมาได้ แต่ก็ไม่มีซอฟต์ก็อปปี้เพื่อที่จะนำไปใช้งานจัดเลย์หน้าหนังสือ
ทางแก้ที่ง่ายที่สุดคือพิมพ์ใหม่ในเครื่องตั้งโต๊ะที่จะใช้จัดหน้าหนังสือ แต่เขาเลือกทางที่ยากกว่าและทันสมัยกว่า เขาไปหาโมเดมแบบ PC Card มาใส่ แล้วต่อเข้าเน็ตเพื่อส่งไฟล์เป็นอีเมล์ แล้วค่อยใช้เครื่องตั้งโต๊ะต่อเน็ตเข้าไปรับเมล์กลับมา
ทั้งๆที่เครื่องแลปท็อปและเครื่องตั้งโต๊ะวางใกล้กันแค่ไม่กี่เมตร แต่ข้อมูลที่ต้องการจะสื่อสารกัน ต้องเดินทางข้ามทวีปไปกลับ
แต่ผมว่าเรื่องของผมสาหัสกว่า-------------------------------
เที่ยงกว่าเข้าไปแล้ว ...
ณ เวลานี้ ผมมีแค่ไฟล์ภาษาขอมสามหน้า A4 กับความจำอันลางเลือนในหัวสมอง ไม่มีซอฟต์ก็อปปี้ ไม่มีฮาร์ดก็อปปี้ และไฟล์ในอีเมล์ก็อ่านไม่ได้
ตามแผนที่วางไว้อย่างดิบดีเมื่อเย็นวาน ตอนนี้ผมน่าจะกำลังอาบน้ำแต่งตัวเตรียมตัวออกไปเที่ยว ถ้าเพียงแค่เมื่อเย็นวาน ผมฉุกคิดก่อนจะปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วเก็บข้าวของออกจากออฟฟิศ เพียงแค่ผมเซฟไฟล์ที่พิมพ์เสร็จใส่ดิสเก็ตต์ หรืออย่างน้อยที่สุดผมน่าจะพริ้นต์มันออกมาใส่กระดาษเพื่อเอามาอ่านเล่นๆ
และแล้วสวรรค์ก็ล่ม กลายเป็นวันเสาร์นรกสำหรับผม
เวลากำหนดส่งบทความกระชั้นเข้ามาเต็มที เซกชั่น Cyber Culture ของพวกเรา มีกำหนดปิดต้นฉบับในวันศุกร์หรือวันเสาร์ เพื่อจะได้นำไปเลย์หน้าในวันเสาร์และวันอาทิตย์ และวางขายในผู้จัดการรายวันฉบับวันจันทร์
ผมต่อเข้าอินเตอร์เน็ต เพื่อหาเพื่อนในเน็ตคนไหนก็ได้สักคน ที่เก่งคอมพิวเตอร์พอที่จะช่วยผมได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็มารับฟังคำบ่นจากผม-------------------------------
หลายชั่วโมงผ่านไป ยังไม่มีใครในลิสต์ไอซีคิวของผม ที่เก่งพอจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ผมส่งแมสเสจไปถามเพื่อนทุกคนที่คาดว่าน่าจะเก่งคอมพิวเตอร์ แต่ยังไม่มีหวังใดๆ
ระหว่างที่ออนไลน์หาคนมาช่วยอยู่ ผมก็เริ่มพยายามพิมพ์บทความขึ้นมาใหม่จากความทรงจำในหัว พิมพ์ไปก็อยากเขกหัวตัวเองไปด้วยความแค้นตัวเอง
"แดดร่มลมตกอย่างนี้ น่าจะได้ไปเดินช็อปปิ้งหาซื้อรองเท้า เสร็จแล้วก็ดูหนังรอบทุ่มสักเรื่อง" ผมนึกในใจ ท้องก็เริ่มร้อง ทำให้พาลนึกไปถึงอาหารญี่ปุ่น
"มันเป็นปัญหาในการสื่อสารกันระหว่าง Server มันใช้ Code ต่างๆ ที่มันเข้าใจเองเป็นเลขฐาน 16 ส่วนข้อมูลปกติมันจะเป็นภาษาอังกฤษ คราวนี้ถ้าเกิดว่ามันคุยกันไม่รู้เรื่อง ทำให้ Ascii ที่เกินจากภาษาอังกฤษซึ่งก็คือภาษาไทย ตีกลับไปเป็นภาษาอังกฤษ" เพื่อนคนหนึ่งตอบกลับมา หลังจากที่ผมส่งแมสเสจเล่าเรื่องไปให้ฟัง
เขาตอบมาได้ยาวดี ซึ่งความจริงแล้วผมไม่ค่อยเข้าใจแมสเสจที่เขาส่งมาหรอก เพราะผมไม่รู้เรื่องทางด้านเทคนิคเลย แต่เห็นว่าแมสเสจมันยาว และดูเหมือนว่าเขาน่าจะเป็นคนที่เข้าเค้าที่สุดแล้วในเวลาคับขันอย่างนี้
ผมส่งไฟล์เวิร์ดที่เป็นภาษาขอมไปให้เขา พร้อมทั้งคำอธิษฐาน
นี่ปาเข้าไปเกือบจะสี่โมงเย็นแล้ว ยังพิมพ์บทความขึ้นมาใหม่ไม่ได้เท่าไรเลย เพราะจำอะไรไม่ค่อยได้-------------------------------
เพื่อนของผมคนนี้ เขาใช้ Visual Basic เขียนซอฟต์แวร์เล็กๆขึ้นมาตัวหนึ่ง แก้ไฟล์ภาษาขอมให้กลับมาเป็นภาษาไทย แล้วส่งอีเมล์กลับมาให้ในคืนวันเสาร์
ผมรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด ปัญหาทั้งหมดนี้เกิดมาจากการใช้งานเทคโนโลยี และในท้ายที่สุด มันก็ถูกแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยี
โลกเราทุกวันนี้มีปัญหาแปลกๆใหม่ๆเกิดขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยคาดคิดถึง ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันจากการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้ซ่อนปัญหาไว้ลึกๆโดยที่เราไม่รู้สึกตัว ถ้าเราไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยีและเตรียมตัวให้พร้อมเสมอในการรับมือ
บทความชิ้นนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คุณไปหัดเขียนโปรแกรมด้วย Visual Basic แต่อยากให้คุณตระหนักว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีช่องโหว่และมีปัญหาของมันอยู่
ถ้าคุณคิดจะพึ่งพิงมัน คุณก็ต้องรู้เท่าทันมัน
ผมรู้ดีและตระหนักดีแล้ว หลังจากที่ผมเขียนบทความชิ้นนี้เสร็จ ผมจะพริ้นต์มันออกมาทันที แล้วจะเซฟใส่ดิสเก็ตต์ไว้ในแบบเท็กซ์ไฟล์และเวิร์ดไฟล์ แล้วจึงค่อยส่งเมล์ไปให้กองบรรณาธิการ และแน่นอนว่าต้อง CC ใส่อีเมล์ของตัวผมเองด้วย
อย่างน้อยที่สุดมันก็ทำให้ผมอุ่นใจว่า จะต้องเกิดเหตุการณ์เซิร์ฟเวอร์อีเมล์ล่ม บวกกับดิสเก็ตต์หาย และบวกกับต้นฉบับที่พิมพ์ออกมาตกน้ำ นั่นแหละที่จะให้วันเสาร์ที่แสนวิเศษของผมกลายเป็นนรกแบบในเรื่องที่ผมเล่าให้ฟัง-------------------------------
(วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 เวลา 17.05 น.)
posted by - wit - 8/15/2000 6:38:37 AM
วิชญ์เอามาแปะให้อีกเช่นกันฟองน้ำและฟองเบียร์
ความเท่ที่กินได้"
ความเท่
ก็เหมือนหญิงสาวสวย
ที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณ
แล้วกระซิบคำหวานใส่หู
แต่มีเงื่อนไขว่า
คุณห้ามหันกลับไปมอง
ถ้าคุณหันกลับไปมอง
เธอก็จะเลือนหายไป
การมาที่โรงเบียร์
มากินเบียร์ มาดูวงฟองน้ำ
ก็คือความเท่อย่างหนึ่ง
อย่าพยายามอธิบายมัน
ถ้าอธิบายมันก็จะไม่เท่แล้ว
"บรู๊ซ แกสตัน
หัวหน้าวงฟองน้ำ และ
ผู้จัดการฝ่ายบันเทิงของ
โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง---------------------------------------------------------------------
1.
ลงทุน 70 ล้านบาท
อาคาร 2 ชั้นรูปถังเบียร์
บนเนื้อที่ 2.5 ไร่
ความจุ 1,000 ที่นั่ง
ที่จอดรถ 100 คัน
ฟองน้ำแสดง 3 ชั่วโมง
โปรเจกเตอร์ยักษ์
ราคาเหยียบล้านบาท
เปิดเวลา 17.00-02.00 น.
แขกกว่า 2,000 คนต่อวัน
ผลิตเบียร์ปีละห้าแสนลิตร
เบียร์แก้วละ 100 บาท
รายการอาหารกว่า 200 ชนิดฯลฯ
------------------------------------------------
2.
ทันทีที่เลี้ยวซ้ายจากถนนสาทรเข้ามาที่ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ คุณจะรู้ทันทีว่าได้เข้าสู่อาณาเขตของโรงเบียร์ฯแล้ว โดยดูจากรถเก๋งที่จอดอยู่ริมถนนต่อกันยาวเหยียดนับร้อย ๆ เมตร
เมื่อมองไปไกล ๆ จะเห็นแสงสว่างสีเหลืองนวล และอาคารรูปทรงเหมือนถึงเบียร์ขนาดมหึมา ที่ดูเหมือนว่าอยู่ดี ๆ ก็ผุดขึ้นมาบนถนนอันรกร้างว่างเปล่าสายนี้ แล้วก็ช่วยทำให้พื้นที่แถวนี้สว่างไสวคึกคักมานานกว่าครึ่งปีแล้ว
ตั้งแต่ช่วง 18.00-19.00 รถราเริ่มขวักไขว่ วนเวียนหาที่จอด แสงไฟสปอร์ตไลต์สีเหลืองนวล สาดส่องไปบนตัวตึกและรอบอาณาเขตบริเวณ ทำให้โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงดูเด่นเป็นสง่า
ทำเลบนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ นับว่าอยู่ชานเมืองในแถบที่ไม่มีใครสนใจมองในสภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในช่วงหลบเลียแผล แต่สุพจน์ ธีรวัฒนชัย นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผู้มีสายตาปราดเปรียว ก็ปลุกปั้นมันให้กลายเป็นเหมือนแหล่งน้ำกลางทะเลทรายขึ้นมาได้
ผมชะลอรถแล้วสอดส่ายสายตาเพื่อสังเกตการณ์ "ปรากฏการณ์โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง" เห็นรถเก๋งจอดเรียงราย เด็กชายหญิงวิ่งกรูกันเข้ามาที่ข้างรถ เพื่อโบกมือเชิญชวนให้จอดรถในถิ่นของเขา เมื่อผมขับรถเลยไปถึงประตูทางเข้า ก็ต้องตกตะลึง เมื่อเห็นฝูงรถยนต์และผู้คนขวักไขว่
ไม่มีทางที่จะขับรถเข้าไปจอดข้างในได้เลย ในเวลาหัวค่ำของคืนวันศุกร์อย่างนี้ ผมจึงขับตรงไปเพื่อกลับรถและหาที่จอดฝั่งตรงข้าม ตลอดแนวถนนของฝั่งตรงข้าม ก็มีรถจอดอยู่แล้วเต็มเหยียด เด็กชายหญิงกลุ่มใหม่วิ่งกรูเข้ามาช่วยโบกรถให้ผม
กว่าจะหาที่จอดได้ก็ต้องขับเลยไปอีกไกล ผมล็อกรถพร้อมทั้งควักแบงค์ 20 ให้กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นใครก็ไม่รู้หรอก ผมรู้แค่ว่าผมไม่อยากให้รถถูกขูด
----------------------------------------------------------------------3.
สะพานลอยขนาดมหึมาทอดข้ามถนน กว่าจะเดินข้ามมาถึงหน้าโรงเบียร์ฯ ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูทางเข้าโรงเบียร์ ความเหนื่อยอ่อนก็เลือนหายเป็นปลิดทิ้ง มีความฉงนสนเท่ห์ที่ผุดขึ้นมาแทนที่
ผู้คนหลายสิบคนยืนอออยู่ที่ประตูทางเข้า มองไปที่ลานจอดรถข้างหน้า ก็เห็นผู้คนอีกหลายสิบกำลังเดินเตะฝุ่นไปมา พวกเขากำลังรอคิวเพื่อที่จะได้เข้าไปข้างในโรงเบียร์
ผมหันไปมองหน้าเพื่อน เห็นเพื่อนทำหน้ายิ้มแหย ๆ ผมก็ยิ้มแหย ๆ ตอบกลับไป ก่อนที่เราจะเดินไปที่โต๊ะจองคิว เพื่อแจ้งชื่อของตัวเองเอาไว้ เมื่อมองลงไปในสมุดจดรายชื่อ เห็นรายชื่อนับสิบลงไว้ก่อนหน้าชื่อของผม แต่ละคนจอง 2-3 ที่ ไปจนถึง 10 กว่าที่ก็มี ผมคิดประมาณเวลาที่จะต้องรอคิวคงไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงแน่นอน
"ปรากฏการณ์โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง" ประจักษ์ต่อสายตาของผม มันแตกต่างไปจากการรอคิวเข้าสถานบันเทิงอื่น ๆ ในอดีตเท่าที่ผมเคยสัมผัสมา ตรงที่ประเภท และปริมาณผู้คนที่รอคิว
ผมนึกย้อนไปเมื่อสองปีก่อน ตอนที่ผมไปยืนรอคิวเข้าดิสโก้เธค ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ขณะนั้น ทุกคนกำลังอยากหาสถานที่สำหรับนับถอยหลังที่น่าประทับใจที่สุด เด็กวัยรุ่นเกือบร้อยคนยืนต่อคิวซื้อดริงค์และเปิดเหล้า ก่อนที่จะเบียดเสียดกันเข้าไปในดิสโก้เธคแห่งนั้น ที่มีคนเบียดกันอยู่แล้วข้างในหลายพันคน
ครั้งนั้นเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และเป็นฝูงเด็กวัยรุ่น แต่ครั้งนี้เป็นแค่เย็นวันศุกร์ธรรมดาวันหนึ่ง และผู้คนที่ผมเห็น ส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยทำงาน ใส่เสื้อเชิ้ตคอปกขาว กางเกงสแล็ก รองเท้าหนัง
ผมพอจะทำความเข้าใจเด็กวัยรุ่นที่เที่ยวดิสโก้เธคได้ว่า เป็นพฤติกรรมแฟชั่น รักสนุก ตามเพื่อน ใจแตก ฟุ้งเฟ้อ หลงแสงสี ฯลฯ แล้วแต่จะเรียกกันไป ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของเด็กในวัยที่ฮอร์โมนแกว่งไกว
แต่สำหรับ "ปรากฏการณ์โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง" นี้ ผมจะต้องใช้เหตุผลอะไรมาอธิบาย ?
วัยขนาดผม และวัยขนาดผู้คนที่ผมเห็นที่โรงเบียร์ฯ คงไม่มีฮอร์โมนแกว่งไกวแล้ว และอีกอย่าง คนในวัยนี้ก็มีการมีงานทำที่ดี คงไม่ใช่พวกเด็กใจแตก รักสนุก ฟุ้งเฟ้อ หลงแสงสี อะไรแบบนั้น
พวกเรามายืนทำอะไรกันที่หน้าโรงเบียร์แห่งนี้ ?--------------------------------------------------------------------------
4.
"ทุนนิยมอยู่ได้ด้วยการบริโภค ในขณะที่มีการผลิต จะต้องมีการบริโภคไปควบคู่กัน" บทเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองสมัยเด็ก ๆ ลอยเข้ามาในห้วงความคิด
พื้นที่ขนาด 2.5 ไร่ อาคารขนาดมหีมา สถาปัตยกรรมสวยงามแปลกตาเหมือนถังเบียร์ เครื่องไมโครบริวเวอรี่ ค่านักดนตรี ค่าน้ำค่าไฟ ค่าแรงพนักงาน ทุกอย่างล้วนเป็นการลงทุน และเป็นการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่มาก ๆ เสียด้วย เมื่อเทียบกับสภาพเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน
ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างในทุกวันนี้ ความมั่งคั่งร่ำรวยมาจากการลงทุนทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อเร่งการผลิตสินค้าออกมาให้ได้มากที่สุด พร้อมกันนั้นก็จะต้องหาหนทางผลักดันสินค้าที่ผลิตออกมานั้น ให้ไปสู่ผู้บริโภคให้มากที่สุด
แต่ก็ไม่ใช่ว่าลงทุนมาก ผลิตมาก แล้วจะรวยได้เสมอไป ยกตัวอย่างเช่น อาณาจักรความบันเทิงของ"หนุ่มเสก" หรือเสกสรรค์ ชัยเจริญ STUDIO MUSIC STYLE ในซอยสุขุมวิท 24 ก็ทุ่มทุนคล้าย ๆ แบบนี้ และดูเหมือนว่าเขาจะทุ่มทุนมากกว่า สถานที่หรูหราสวยงามกว่า อยู่ในกลางเมืองมากกว่า ยังต้องไปออกรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งบอกว่ากิจการไม่สู้ดีนัก
ร้านไมโครบริวเวอรี่ร้านอื่นก็มีสถานการณ์ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ต่างไปจากสภาพเศรษฐกิจของไทย อย่างเช่นร้าน "โพลาเนอร์" ที่สุขุมวิท 24 ของกลุ่มเพรสซิเดนท์พาร์ค ก็เปลี่ยนชื่อร้านไปแล้วเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าไลเซนส์ฟีให้บริษัทแม่ หรืออย่างร้าน "เดอะเบย์" ที่ตึกอิตัลไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ก็ลดขนาดร้านลงไป ปิดพื้นที่การแสดงที่อยู่ชั้นใต้ถุน เปลี่ยนร้านไปเป็นร้านอาหารฝรั่งที่มีเพลงเบา ๆ คลอเท่านั้น
สุพจน์ ธีรวัฒนชัย เจ้าของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง คิดอย่างไรถึงได้มาลงทุนขนาดนี้ ณ ที่แห่งนี้ และ ณ เวลานี้ เขารู้ได้อย่างไรว่าจะมีการบริโภคสินค้าของเขาจนมากพอที่เขาจะได้คืนทุนและได้กำไรขึ้นมา
เงินลงทุน 70 ล้านบาท เป็นภาระบนบ่าของเขา ที่ต้องการให้มีลูกค้าไปบริโภคสินค้าของเขาให้มากพอ ในภาวะเศรษฐกิจที่หลายคนมองว่าอยู่ที่จุดต่ำสุดแล้ว และกำลังเงยหัวขึ้น จะมีใครมาไปเป็นลูกค้าของเขา
ถามยาก ๆ แต่มีคำตอบง่าย ๆ ก็คือผมเอง และเพื่อนของผม และกลุ่มชนชั้นกลางอีกหลายสิบที่กำลังรอต่อคิวร่วมกับผมอยู่ที่หน้าร้านโรงเบียร์ฯ รวมไปถึงคนที่กำลังนั่งเพลิดเพลินกับอาหาร เบียร์ และการแสดงอยู่ในร้านอีกประมาณ 1,000 คนนั่นเอง
พวกเรามาเพื่อเป็นลูกค้าของสุพจน์ เรามาเพื่อบริโภคสิ่งที่เงินทุนของเขาผลิตขึ้น-----------------------------------------------------
5.
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ผมคิดในใจว่าถ้าครั้งต่อไปที่จะมาโรงเบียร์ฯ คงต้องโทรมาจองที่นั่งล่วงหน้าสัก 1-2 วันเป็นอย่างน้อย ตอนนี้ผมยืนจนขาเมื่อยล้า เลยตัดสินใจเลิกวางท่า แล้วทรุดตัวลงนั่งตรงบันไดปากทางเข้าร้านนั่นเอง
มีคนนั่งอยู่ตรงบันไดนี้หลายคนแล้ว บางส่วนเดินไปเดินมาเหมือนไร้จุดหมาย บางคนยืนกอดอกหลังพิงรถของตัวเองอยู่ คิด ๆ ไปก็รู้สึกขำตัวเองอยู่ไม่น้อย
เสียงเพลงจากภายในร้านเล็ดลอดออกมาเข้าหูของผม ฟังดูไม่คุ้นหูเอาเสียเลย แต่ก็พอจะเดาได้ว่า "วงฟองน้ำ" ขึ้นแสดงบนเวทีแล้ว สาเหตุประการสำคัญที่ผมอยากจะมาเที่ยวที่โรงเบียร์แห่งนี้ ก็คือต้องการมาดูการแสดงของวงฟองน้ำนี่เอง
ร้อยวันพันปี ผมไม่เคยสนใจวงฟองน้ำเลย เคยเห็นการแสดงของวงนี้ตอนที่ดูถ่ายทอดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่ผ่านมา แล้วก็เคยเห็นบรู๊ซ แกสตัน ปรากฏตัวเป็นครั้งเป็นคราวในโทรทัศน์
ผมรู้แต่ว่าวงนี้เล่นดนตรีไทยแบบประยุกต์ให้ดูทันสมัย ด้วยการนำเครื่องดนตรีสมัยใหม่เข้าไปประกอบ และเรียบเรียงเพลงใหม่ ให้ฟังแปลกหูไปกว่าวงดนตรีไทยแบบดั้งเดิม
วงฟองน้ำก่อตั้งมานาน 17 ปีแล้ว แต่ผมไม่เคยหาซื้อเทปของเขามาฟังสักชุด เทปม้วนล่าสุดที่ผมซื้อคือของวงบูโดกัน ผมชอบเพลง "ขอให้เหมือนเดิม" ได้ยินครั้งแรกจากรายการมิวสิควิดีโอของค่ายแกรมมี่ แล้วก็เลยไปเดินหาซื้อตามแผง
ตกลงว่าผมชอบวงฟองน้ำหรือเปล่า ผมชักไม่แน่ใจตัวเอง แต่อย่างน้อยการที่ได้มาที่โรงเบียร์ตะวันแดง ผมก็จะได้หาเบียร์สดมาดื่ม และกินแกล้มกับขาหมูทอดแบบเยอรมันปนไทย และฟังเพลงอะไรที่แปลกหู
ใครบางคนเรียกชื่อผม
ถึงคิวผมแล้ว หลังจากรอนานกว่าครึ่งชั่วโมง ผมเดินไปที่โต๊ะจองคิว พร้อมทั้งรับบัตรหมายเลขโต๊ะ ผมสังเกตสายตาของคนที่กำลังรอคิวหลังจากผม ดูเหมือนพวกเขาอิจฉาผมมาก ๆ เลย
อิจฉาที่ผมกำลังจะได้เข้าไปจ่ายเงิน ซื้อสินค้าของโรงเบียร์ตะวันแดง----------------------------------------------------------------------------
6.
ภายในโรงเบียร์ฯสว่างไสวเป็นสีเหลืองนวล หม้อต้มเบียร์แบบไมโครบริวเวอรี่ตั้งอยู่ที่เคานเตอร์บาร์กลางร้าน ทำจากทองเหลืองขัดมัน ยิ่งขับสะท้อนแสงภายในร้านให้เหลืองอร่ามดั่งทองคำ
บริกรพาผมเดินขึ้นไปที่ชั้นสองของร้าน ผมเดินผ่านห้องกระจกที่มีหม้อหมักบ่มเบียร์สีเงินขนาดใหญ่อยู่ภายใน มีไอเย็นลอยล่องจับที่กระจกจนเป็นฝ้า คาดว่าอุณหภูมิของห้องนั้นคงเย็นจัดมาก เพราะมันจำเป็นในกระบวนการหมักบ่ม
ผู้คนกำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน ทุกคนดูเหมือนกันไปหมด คือชนชั้นกลางของกรุงเทพฯ เสื้อเชิ้ตสะอาด ๆ กางเกงขายาวสีเข้ม รองเท้าหนัง คนแบบนี้พบเห็นได้ทั่วไปตามย่านชุมชน ในออฟฟิศ หรือในศูนย์การค้า เป็น STEREOTYPE เหมือนกันหมด
บางคนกำลังตบมือตามเพลง "ค้างคาวกินกล้วย" บนเวที ทำนองเพลงนี้ฟังดูคุ้นหูชอบกล เหมือนเพลงของนักร้องลูกทุ่งหญิงที่ผมเห็นในโทรทัศน์ "หล่อดี อะไรก็ดี เสียดายไม่ดี ที่มีเมียแล้ว..."
ผมก็เพิ่งสังเกตว่าเพลงนี้นำทำนองมาจากเพลงไทยเดิมนี่เอง และเมื่อฟัง ๆ ไป เพลงไทยเดิมเหล่านี้ก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเองไม่น้อย ผมรู้สึกคึกคักขึ้นมาอักโข
เมื่อเดินมาถึงโต๊ะ ผมก็พบว่ามันเป็นที่หลบมุมอยู่บนชั้นสอง มองลงมาไม่เห็นเวทีการแสดงเลย มองเห็นแต่จอโทรทัศน์ที่กำลังเปิดช่องยูบีซี ถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษคู่หนึ่งอยู่ ผมเริ่มแสดงความไม่พอใจ และบอกบริกรว่าต้องการเปลี่ยนที่ ไปเป็นโต๊ะที่สามารถเห็นการแสดงบนเวที
บริกรสาวปฏิเสธว่าทุกที่เต็มหมดแล้ว มิฉะนั้นต้องออกไปต่อคิวใหม่ พร้อมทั้งชี้นิ้วไปที่จอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่เหนือเวที และบอกให้ผมกับเพื่อนดูภาพบนจอนั้นแทน เพื่อนของผมเออออไปกับบริกร พร้อมทั้งหันกลับมาว่าผมว่าอย่าเรื่องมาก และบอกให้ดูฟุตบอลอังกฤษในจอโทรทัศน์ดีกว่า
โต๊ะเต็มทุกโต๊ะ ทั้งร้านอัดแน่นไปด้วยลูกค้า ประมาณด้วยสายตาไม่น่าจะต่ำกว่า 800-1,000 คน เมื่อมีคนลุกออกไป ก็จะมีคนใหม่เข้ามานั่งแทนที่ในทันที ลูกค้าเยอะแบบนี้ ทำให้คุ้มค่ากับการลงทุนแน่นอน เพราะจะเกิดการประหยัดต่อขนาด (ECONOMY OF SCALE)
ในโลกทุนนิยม ที่การลงทุนมหาศาลนำมาซึ่งการผลิตจำนวนมากเพื่อการประหยัดต่อขนาด และขั้นต่อมา เพื่อรองรับการผลิตมากนั้น ก็ต้องสร้างความต้องการให้บริโภคมาก ๆ ตามไปด้วย
เพื่อนของผมคนนี้ชอบดูฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ เขาจึงไม่เดือดร้อนอะไรที่เราได้โต๊ะตัวนี้ เพราะเขาเห็นจอโทรทัศน์ชัดเจน นอกเสียจากผมคนเดียว ที่ไม่ชอบดูฟุตบอล ผมมาที่นี่เพราะผมต้องการอะไรบางอย่าง
อะไรบางอย่างที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูก-------------------------------------------------------------------------
7.
เราสองคนสั่งเบียร์มานั่งกิน แกล้มกับขาหมูทอดกรอบตามที่วางแผนเอาไว้ เบียร์รสอ่อน ไม่ขื่นเหมือนเบียร์สิงห์ ขาหมูก็ทอดจนกรอบแห้งดี จิ้มกับน้ำจิ้มหวาน ๆ เผ็ด ๆ เพื่อนของผมนั่งฟังเพลงและดูถ่ายทอดฟุตบอลไปอย่างอารมณ์ดี ต่างจากผมที่ต้องคอยชะโงกคอไปดูภาพการแสดงบนเวทีผ่านจอโปรเจคเตอร์
เพลงไทยเดิมประยุกต์ของวงฟองน้ำฟังแล้วอธิบายไม่ถูก ทำนองมันซับซ้อน ไม่มีท่อนสร้อย หรือท่อนฮุค จนผมจับจังหวะกลองและเมโลดีไม่ถูก บอกไม่ถูกว่าเพราะหรือไม่เพราะ บอกได้แค่ว่ามันแปลกหูดีเท่านั้น
พอแต่ละเพลงจบลง เสียงปรบมือก็ดังลั่นโรงเบียร์ แต่บางทีเพลงยังไม่จบดี เสียงปรบมือก็ดังลั่นออกมาก่อน จนถึงตอนที่เพลงจบจริง ๆ ก็ปรบมือกันอีกรอบ ทำให้ผมนึกถึงตอนที่ไปนั่งฟังวงซิมโฟนีออเคสตร้าจากประเทศจีน ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นผมได้บัตรฟรีมา
นี่หรือคือสิ่งที่ผมขวนขวายมาหาซื้อในค่ำคืนวันนี้
ถ้าอยากกินเบียร์ก็ซื้อเบียร์ขวดจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่นหน้าปากซอยบ้านได้ในราคาขวดละ 40-50 บาท ถ้าอยากฟังเพลงไทยเดิมก็ไปซื้อเทปมาฟัง หรือถ้าอยากดูการแสดงสด ๆ ก็ไปดูที่ลานหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และลานหน้าวิทยาลัยนาฏศิลป์ ทุกเย็นวันอาทิตย์ จะมีเพลงไทยเดิม โขน ลิเก ลำตัด ฯลฯ มาสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาเล่น
ผมกำลังสับสนกับตัวเอง บางเวลาคนเราอาจจะสับสนระหว่างคำว่า "ความอยาก" กับคำว่า "ความต้องการ" เบียร์สดแก้วละ 100 บาท ขาหมูทอดจานละ 250 บาท เป็นเงินที่เราต้องจ่ายไปเพื่อซื้ออะไรบางอย่าง มาสนองความอยาก (หรืออาจจะเป็นความต้องการ ผมอธิบายไม่ถูก)
ณ เวลานี้ ผมไม่ได้กินแค่ขาหมูทอดกรอบ ไม่ได้ดื่มแค่เบียร์สดรสอ่อน และไม่ได้ฟังแค่เพลงไทยเดิมประยุกต์
ผมรู้ดี ว่านี่มันไม่ใช่เพียงแค่การออกมารับประทานอาหารเย็นนอกบ้านเสียแล้ว----------------------------------------------------------------------------
8.
ฟุตบอลอังกฤษที่เพื่อนผมกำลังจ้องตาเป็นมัน ไม่ใช่แค่ฟุตบอล แต่มันเป็นเครื่องหมายของความเป็นชาย (BALL) ผสมผสานเข้ากับเครื่องหมายของอารยธรรมชาวตะวันตก ที่ชาวผิวเหลืองอย่างเราเองคิดว่าเขาเหนือกว่า (IMPERIALISM)
การดูฟุตบอลจึงช่วยตอกย้ำความเป็นชาย และช่วยทำให้คุณดูดีมีอารยธรรมเหมือนชาวตะวันตก ในทำนองเดียวกัน เมื่อผู้หญิงบางคนชอบดูฟุตบอล นั่นหมายถึงผู้หญิงคนนั้นต้องการจะเข้ามาครอบครองเครื่องหมายของความเป็นชายด้วย
เพื่อนของผม บอกว่าผมคิดมากไปแล้ว เมื่อผมอธิบายทฤษฎีนี้ให้เขาฟัง
เบียร์สดแก้วละ 100 ขาหมูจานละ 250 และวงฟองน้ำ ทั้งสามสิ่งนี้อาจจะเป็นเครื่องหมายของอะไรบางอย่าง และเมื่อทั้งสามอย่างนี้มารวมกันเข้า มันก็จะกลายเป็นเครื่องหมายของ "อะไรบางอย่าง" อีกอย่าง ซึ่งผมกำลังนั่งขบคิดอยู่
ในโลกทุนนิยม ถ้าคุณผลิตเสื้อ 1,000 ตัว แล้วบอกคนซื้อว่ามันเป็นเสื้อ 1,000 ตัว คุณก็จะขายได้แค่เสื้อ 1,000 ตัว แต่ถ้าต้องการที่จะทำให้สินค้าขายได้จำนวนมากกว่านั้น และในราคาที่สูงกว่านั้น คุณต้องใส่มูลค่า "อะไรบางอย่าง" เพิ่มเข้าไป
เช่นเดียวกันสำหรับเบียร์ ขาหมู และวงฟองน้ำ ถ้าคุณผลิตมันขึ้นมาแล้วอยากจะขายได้มากขึ้นและแพงขึ้น คุณก็จะต้องใส่ "อะไรบางอย่าง" เข้าไป
บรู๊ซ แกสตัน หัวหน้าวงฟองน้ำ และผู้จัดการฝ่ายบันเทิงของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เรียก "อะไรบางอย่าง" ที่ว่านี้ด้วยคำว่า "ความเท่" ส่วนสุพจน์ ธีรวัฒนชัย เจ้าของโรงเบียร์ฯ บอกว่าเขาขาย "เนื้อแท้" (อ่านรายละเอียดในบทสัมภาษณ์)
ความจริงแล้ว ทั้งบรู๊ซและสุพจน์ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะหลอกขายอะไรให้กับเรา อีกทั้งพวกเราในฐานะที่เป็นลูกค้าเอง ก็มิได้ดัดจริต เสแสร้ง หรือว่าถูกหลอกลวงอะไร
เพราะกระบวนการเหล่านี้โดยปกติแล้ว มันซุกซ่อนไว้ในจิตใต้สำนึกของเราทุกคน เป็นเรื่องของความรู้สึกและนามธรรม จับต้องไม่ได้ มันอยู่เบื้องหลังของสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีคือ "การตลาด การโฆษณา การประชาสัมพันธ์"-------------------------------------------------------------------------------------
9.
JEAN BAUDRILLARD นักคิดในกลุ่มโพสต์-โมเดอร์นิสม์ เรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า "การบริโภคสัญญะ" ซึ่งหมายถึงการบริโภคสินค้าที่ความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของมัน มากกว่าจะบริโภคเพื่อใช้ประโยชน์จากสินค้านั้น ๆ จริง
ความจริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราบริโภคในทุกวันนี้ ล้วนมีสัญญะหรือความหมายซ่อนอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะเบียร์ ขาหมู วงฟองน้ำ หรือโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง
เสื้อผ้า นาฬิกา รถยนต์ เครื่องใช้ไม้สอย อาหารเช้า ผับ เธค เหล้าฝรั่ง ส้มตำ ลิเก ละครน้ำเน่า รวมไปถึงทุกลมหายใจเข้าออกของเรา ล้วนมีความหมายอยู่เบื้องหลัง การกลับบ้านนอนดูทีวี หรือว่าการออกมากินอาหารค่ำนอกบ้าน ก็ล้วนมีความหมายเบื้องหลังความสุข ความพึงพอใจนั้น ๆ โรงเบียร์ฯ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงเรื่องการบริโภคสัญญะได้ง่ายขึ้น
ตอนนี้วงฟองน้ำกำลังเล่นเพลง "ขอให้เหมือนเดิม" ของวงบูโดกัน เพลงโปรดของผม น่าแปลกที่ตอนที่ฟังเพลงนี้ทางมิวสิควิดีโอในโทรทัศน์ และตอนที่ฟังเพลงนี้ในเครื่องเล่นเทป มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างลิบลับไปจากการมาฟังวงฟองน้ำเล่น ณ ที่นี่ เวลานี้
จริงอย่างที่บรู๊ซ แกสตันบอกเอาไว้ เราไม่ควรจะไปอธิบายมัน เพราะเมื่อเราหาเหตุผลกับมัน ด้วยการใช้สมองซีกซ้ายแล้ว ความสุขนี้ก็จะเลือนหายไป ความเท่ก็จะเลือนหายไป
ตอนนี้ผมเป็นเหมือนชายหนุ่มที่หันหลังกลับไปมองหญิงสาวสวยที่กระซิบอยู่ข้างหลัง เธอจึงเลือนหายไปแล้ว
การมองโลกแบบโพสต์-โมเดอร์นิสม์ บางทีก็ทำให้เราคิดมากเกินไป และรู้สึกเจ็บปวดกับความจริงแนวใหม่
ผมเรียกบริกรมาเช็คบิล และชวนเพื่อนของผมกลับบ้าน แต่เพื่อนบอกว่ารอให้ฟุตบอลหมดครึ่งแรกก่อน จะได้กลับไปดูต่อที่บ้านได้ทัน
เราสองคนเดินออกจากโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ถึงจะดึกมากขนาดนี้แล้วก็ยังมีคนยืนต่อคิวรออยู่หน้าร้าน
เราเดินขึ้นสะพานลอย ทิ้งโรงเบียร์ฯไว้เบื้องหลัง ฝ่าความมืดบนสะพานลอยไปถึงที่รถ เจอเด็กผู้หญิงคนเดิมนั่งอยู่ที่ริมบาทวิถี
เพื่อนของผมบอกว่า โรงเบียร์ฯช่วยให้ย่านนี้คึกคักขึ้นมา รายได้กระจายไปถึงมือของคนท้องถิ่นได้ดีกว่านโยบายกระจายอำนาจของรัฐบาลเสียอีก
ผมหันไปยิ้มกับเพื่อน
posted by - wit - 6/18/2000 11:08:13 PM
เรื่องจากคุณwutthiอีกอันหนึ่ง... วิชญ์แปะให้เวลา
เวลาเช้าของวันทำงานวันหนึ่ง
7.20 น. แล้ว ผมยังคงนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยบ้านอยู่เลย ถ้าอีก 5-10 นาที รถปอ.พ.4 ยังไม่มา วันนี้ผมคงไปทำงานสายอีกแน่นอน เดือนนี้เพิ่งผ่านไปแค่สิบกว่าวัน แต่ผมไปทำงานสายแล้ว 5 วัน ผมนับเอาไว้อย่างดี เพราะเวลาเข้างานของผมถูกบันทึกไว้ด้วยเครื่องตอกบัตร วันไหนที่ไปสายเกินกว่า 9.00 น. มันจะแสดงเป็นตัวเลขสีแดงเอาไว้
ใครเป็นคนกำหนดว่าคนเราต้องไปทำงานให้ทัน 9.00 น. ผมสงสัยจริง ๆ
รถปอ.พ.4 คันหนึ่งแล่นมาแต่ไกล ผมก็ดีใจกระโดดลุกจากเก้าอี้และวิ่งออกไปโบกมือเรียก ยายแก่คนหนึ่ง ค่อย ๆ ลุกจากเก้าอี้แล้วก้มลงเก็บข้าวของพะรุงพะรัง เดินมายืนรอรถที่ริมบาทวิถีข้าง ๆ ผม สงสัยว่าแกคงจะรอขึ้นรถปอ.พ.4 เช่นเดียวกัน
ปอ.พ.4 ไม่ลดความเร็วลงเลย มันขับตะบึงผ่านป้ายรถเมล์ไป คนขับโบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่รับผู้โดยสารเพราะรถที่นั่งเต็มแล้ว ผมและยายแก่คนนั้นได้แต่มองตามด้วยตาละห้อย
ในช่วงเวลาเร่งด่วนอย่างนี้ ผมเต็มใจที่จะยืนไป มากกว่าที่จะรอรถอีกคันหนึ่งที่มีที่นั่งว่าง แล้วต้องไปทำงานสาย มิฉะนั้นผมก็ต้องเรียกรถแท็กซี่ไป ระยะทางจากบ้านผมไปถึงออฟฟิศนับว่าไกลโข ค่าโดยสารกว่า 200 บาท เทียบกับค่าไมโครบัสแค่ 20 บาทเท่านั้น
เราสองคนเดินคอตกกลับไปที่ป้ายรถ ผมถอนหายใจดัง ๆ พร้อมทั้งกระแทกก้นลงกับเก้าอี้ด้วยความอารมณ์เสีย ยายแก่คนนั้นค่อย ๆ เดินช้า ๆ กลับมาที่นั่ง วางสัมภาระของแกอย่างทะนุถนอม ดูเหมือนว่าแกอาจจะกำลังไปโรงพยาบาล คาดคะเนได้จากสีหน้าอิดโรยเศร้า ๆ เหมือนไม่สบาย ทำให้ผมนึกพาลด่าไปถึงลูกหลานของแก ว่าหายไปหมด ถึงได้ปล่อยแกให้ออกมาตกระกำลำบากแบบนี้
ใจหนึ่งของผมก็นึกอยากเข้าไปถามไถ่และให้ความช่วยเหลือแกบ้าง แต่อีกใจหนึ่งก็นึกแบบ "คนเมือง" ทั่วไปว่า "ธุระไม่ใช่" เดี๋ยวแกจะมาหาว่าผมเป็นโจรผู้ร้ายไปหลอกแกด้วยซ้ำไป
กระแสความคิดหนึ่งแล่นเข้าสู่สมอง "ถ้าปอ.พ.4 คันต่อไปมาแล้วเหลือที่นั่งที่เดียวล่ะ"
อีกไม่กี่อึดใจต่อมา ไมโครบัสคันหนึ่งแล่นมาแต่ไกล เมื่อรถเคลื่อนเข้ามาสู่ระยะโฟกัสของสายตาผม มันเป็นปอ.พ.4 จริง ๆ ด้วย และมันกำลังชะลอชิดซ้ายเข้ามาจอดที่ป้าย สันหลังของผมเย็นวูบ ถ้ามันมีที่นั่งเหลือเพียงที่เดียวจริง ๆ ผมจะทำอย่างไร ?
ผมลุกขึ้นยืนอย่างลังเล เหลือบตาไปยังยายแก่คนนั้นที่กำลังลุกขึ้นและก้มลงเก็บสัมภาระพะรุงพะรังอีกครั้ง
รถปอ.พ.4 จอดสนิทข้างหน้าเราสองคน ประตูรถเปิดออก คนขับรถตะโกนออกมาว่า "เหลือที่นั่งเดียวครับ"
ใครเป็นคนกำหนดนะ ว่าในรถไมโครบัสห้ามรับผู้โดยสารเกิน ผมสงสัยจริง ๆ----------------------------------------------------------------
เวลาเที่ยงของวันทำงานวันนั้น
ผมโยนงานทุกอย่างทิ้งแล้วเดินออกจากออฟฟิศไปรอลิฟต์ ผมหิวจนแสบท้องและตาลายไปหมดตั้งแต่สิบโมงกว่า แต่ไม่สามารถออกไปหาอะไรมากินได้ เพราะมันยังอยู่ในเวลางาน
ใครเป็นคนกำหนดว่า ห้ามออกไปกินข้าวจนกว่าจะถึงช่วงพักเที่ยง ผมสงสัย
นอกจากผมแล้ว ยังมีอีก 5-6 คนที่มายืนรอลิฟต์พร้อมกัน พวกเขาคงจะหิวพอ ๆ กับผม พอถึงตอนเที่ยงตรง ทุกคนถึงได้วิ่งรี่ออกจากออฟฟิศเหมือนกับนรกแตก แล้ววิญญาณที่หิวโหยก็กรูกันมุ่งไปที่สวรรค์
ลิฟต์มาถึงแล้วประตูเปิดออก มีคนอยู่แล้วข้างในเต็มแน่น พวกเรา 5-6 คนพยายามเบียดเข้าไปเพิ่ม แต่ลิฟต์มันก็ร้องว่าน้ำหนักเกิน ทุกสายตาในลิฟต์จับจ้องมาที่ผม ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงการรอรถปอ.พ.4 เมื่อเช้านี้
แทนที่ผมจะไปร้านก๋วยเตี๋ยวแผงลอยที่ข้างซอกตึกที่ไปกินประจำ เที่ยงวันนี้ ผมอยากเติมพลังให้กับชีวิตสักหน่อย เพราะผมเจอเรื่องเลวร้ายมาตลอดทั้งเช้า จึงมองหาร้านอาหารหรู ๆ ที่มีห้องแอร์สะอาด ๆ ถึงแม้จะต้องจ่ายแพงกว่า
ออฟฟิศของผมตั้งอยู่บนชั้น 26 ของอาคารสำนักงานทันสมัยกลางใจเมือง ชั้นล่างของอาคารเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และมีร้านฟาสต์ฟู้ดมาเปิดกันหลายร้าน ผมเลือกเข้าร้านที่คุ้นเคยที่สุด
คนแน่นเป็นปกติของร้านนี้ในเวลาเที่ยง ในละแวกนี้ ผมไม่มีร้านข้าวให้เลือกมากนักหรอก นอกจากร้านแผงลอยข้างซอกตึก และก็ร้านฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้แล้ว มันก็ยังมีภัตตาคารหรู อีก 2-3 ร้าน ที่ราคาแพงเกินไปสำหรับมื้อเที่ยงอย่างนี้
ผมไปยืนต่อคิวแค่เพียงครู่เดียว สายตาเหลือบไปดูอาหารชุดสุดคุ้มที่ลดราคาพิเศษ ประกอบด้วยไก่ทอด มันฝรั่งทอด และน้ำอัดลม คำนวณราคารวมแล้วถูกลงไป 10 กว่าบาททีเดียว แต่จริง ๆ แล้วผมไม่อยากกินน้ำอัดลมนัก ผมอยากให้เขาตัดน้ำอัดลมออกไปจากอาหารชุดนี้ แล้วลดราคาลงอีกสักหน่อย แต่ผมรู้ดีว่าทำไม่ได้
พนักงานขายกดปุ่มพร้อมกับพูดทวนรายการอาหารให้ฟัง แล้วเขาก็หันหลัง ก้าวไปหนึ่งก้าว หยิบกล่องไก่ทอดมาจากชั้นวาง แล้วก้าวเท้าไปทางขวามือหนึ่งก้าว ตักน้ำแข็งใส่แก้วแล้วกดปุ่มน้ำอัดลม หลังจากนั้นก็ก้าวไปทางซ้ายมือเพื่อตักมันฝรั่งทอดใส่ซองเล็ก ๆ ก่อนที่จะหันกลับมารับเงินจากมือของผม ทั้งกระบวนการนี้ใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 30 วินาที
เขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วอย่างน่าทึ่ง คงต้องฝึกฝนมานานนับปี และเคานเตอร์สั่งอาหารคงได้รับการออกแบบมาอย่างดี ที่จะทำให้พนักงานขายเคลื่อนไหวร่างการน้อยที่สุดและรวดเร็วที่สุด
หลังจากนั้น ผมก็เดินไปหยิบหลอดน้ำและหยิบน้ำจิ้ม กดปุ่มหนึ่งที หลอดก็ออกมาหนึ่งอัน กดปุ่มหนึ่งที น้ำจิ้มไก่ก็ไหลออกมาเต็มถ้วยน้ำจิ้มพอดี ผมเดินมองหาที่นั่งไม่กี่ก้าว ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้น พร้อมกับนำกล่องไก่ทอด ซองมันฝรั่งทอด และแก้วน้ำไปทิ้ง มีที่ว่างอยู่ 1 ที่พอดี
ทุกสิ่งทุกอย่างในร้านดูสมบูรณ์แบบ เป็นระบบระเบียบ และลงตัวพอดิบพอดี มันดูดีเกินไปจนน่ากลัว----------------------------------------------------------------
เวลาเย็นของวันทำงานวันนั้น
ผมยืนรอรถปอ.พ.4 นานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ไม่มีวี่แววว่าจะมีมาสักคัน ผมรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่า ถึงแม้ว่าอีกสักครู่จะมีรถมา แต่ก็คงไม่มีที่นั่งเหลืออยู่ เพราะรถทิ้งระยะนานมากขนาดนี้ ต้องมีผู้โดยสารรออยู่เยอะมาก
ใครเป็นคนกำหนดว่า ต้องเลิกงานพร้อมกันตอน 17.00 น. ผมสงสัยจริง ๆ
ผมตัดสินใจขึ้นรถเมล์คันอื่น เพื่อไปต่อรถเมล์อีกสองต่อกว่าจะถึงกลับบ้าน รถติดตามปกติของช่วงเวลาเย็น ผมชินชาเสียแล้วกับเหตุการณ์แบบนี้ ปกติแล้วผมจะนั่งอ่านหนังสือและหลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่บนรถปอ.พ.4 ประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็จะถึงบ้านพอดี แต่บนรถเมล์คันนี้ คนแน่นมากจนแทบไม่มีแม้ที่จะยืน แถมอากาศก็ร้อนเหลือทน
เมื่อผมหันหลังไปมองที่กระจกท้ายรถเมล์ ก็เห็นรถปอ.พ.4 จอดติดอยู่ข้างหลังรถเมล์คันที่ผมขึ้น ห่างออกไปแค่ไม่กี่สิบเมตร ใช้เวลาวิ่งไปเพียงไปถึงนาที ผมตัดสินใจเดินเบียดผู้คนไปที่ประตูรถและกดกริ่งเพื่อขอลง
เสียงคนขับรถดังแว่ว ๆ มาจากด้านหน้ารถ ว่า "เปิดประตูนอกป้ายไม่ได้ ไม่เห็นป้ายประกาศหรือไง ?"
ทุกสายตาบนรถเมล์หันมาจ้องมองผม ผมนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ตอนกลางวันที่ลิฟต์ของออฟฟิศ และรู้สึกหน้าชาไปหมด
มีป้ายประกาศติดอยู่เหนือประตูจริง ๆ ด้วย เขียนไว้ว่า "รถประจำทางสายนี้ กำลังปรับปรุงบริการเข้าสู่มาตรฐาน ISO9002 จึงไม่เปิดประตูรับ-ส่งนอกป้าย"
ใครเป็นคนกำหนดว่า มาตรฐาน ISO9002 คือการห้ามเปิดประตูนอกป้าย ผมสงสัย
ผมกล้ำกลืนความอับอาย ยืนอยู่ที่หน้าประตูรถเมล์ อ่านประกาศเรื่อง ISO9002 ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนรถเริ่มเคลื่อนตัวไปถึงป้ายรถเมล์ป้ายต่อไป ผมรีบวิ่งลงจากรถพุ่งตรงไปหารถปอ.พ.4 ที่แล่นตามมา
ปอ.พ.4 คันนั้น เบนหัวรถออกไปยังเลนทางขวามือ แล้วขับตะบึงเลยป้ายรถเมล์นี้ไป มันไม่ยอมจอดป้าย ทั้ง ๆ ที่มีที่นั่งว่างเหลืออยู่ ในช่วงเวลาที่รถติดแบบนี้ พอไฟเขียวที รถทุกคันก็อยากไปให้พ้น ๆ สี่แยกให้เร็วที่สุด เหมือนนรกแตกแล้ววิญญาณวิ่งรี่ไปที่สวรรค์
ผมนึกถึงเวลาพักเที่ยงของวันนี้ แล้วได้แต่ยืนตะลึงงันอยู่ที่ป้ายรถเมล์----------------------------------------------------------------
เวลาค่ำของวันทำงานวันนั้น
"ทำไมวันนี้กลับมามืดนักล่ะ กินข้าวมาหรือยัง มีไก่ทอดเหลืออยู่นะ" แม่ของผมพูดโดยที่ไม่ได้ละสายตาออกจากจอโทรทัศน์เลย ตอนที่ผมเดินเข้าประตูบ้านไป
ไก่ทอดที่เหลือในตู้กับข้าวอยู่ดูเย็นชืด น้ำมันไหลเยิ้มออกมา ไม่น่ากินเมื่อนำไปเทียบกับไก่ทอดควันฉุยที่ร้านฟาสต์ฟู้ดเมื่อตอนเที่ยงวันนี้
ผมรู้สึกขนลุกซู่ เมื่อความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวสมอง
9.00 น. 12.00 น. 17.00 น. ยายแก่ ปอ.พ. เครื่องตอกบัตร ลิฟต์ ไก่ทอด พนักงานร้านฟาสต์ฟู้ด ISO9002 คนขับรถเมล์ ฯลฯ ทุกเหตุการณ์ สถานที่ และบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผมในวันนี้ ได้ดำเนินไปแบบสอดคล้องต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างน่าตกใจ
ใครบางคน หรืออะไรบางอย่าง ได้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไว้ ผมไม่ได้หมายถึงพระเจ้าผู้สร้างโลก หรือพระอินทร์พระพรหมที่ไหน แต่ผมกำลังหมายถึง "ใครบางคน หรืออะไรบางอย่าง"
ความเป็น "มนุษย์" ของผมร่อยหรอลงไป เพราะทุกวันนี้ผมไม่สามารถทำอะไรได้ตามอัตวิสัย (SUBJECTIVE) อีกต่อไป ผมกินไม่เต็มอิ่ม นอนไม่เต็มตื่น แม้แต่อยากจะกลับบ้านให้หัววันสักหน่อยก็ยังทำไม่ได้ หรือเมื่ออยากทำความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการช่วยเหลือยายแก่สักคน ผมก็ถูกเงื่อนไขบางอย่างบังคับเอาไว้
ผมได้แต่ทำตามภาวะวิสัย (OBJECTIVE) ที่มีใครสักคนหรืออะไรบางอย่างกำหนดเอาไว้แล้ว นาฬิกาปลุกบังคับผมตื่น เครื่องตอกบัตรบังคับให้ผมรีบเดินทาง กฎระเบียบในที่ทำงานบังคับให้ผมทนหิว เรื่อยไปจนถึงมาตรฐาน ISO9002 ที่ทำให้ผมพลาดรถปอ.พ.4 ถึงแม้ในบางสถานการณ์ ใครสักคนหรืออะไรบางอย่างนั้น ก็สร้างทางเลือกไว้ให้ผมบ้าง ทำให้ชีวิตนี้ดูไม่บีบคั้นจนเกินไป เช่นมีเมนูชุดสุดคุ้มให้เลือก มีรถแท็กซี่และรถเมล์ให้เลือก แต่ทางเลือกเหล่านี้ไม่ตรงกับความต้องการของผม
ใครสักคนหรืออะไรบางอย่าง ทำให้โลกกลายเป็นเหมือนร้านฟาสต์ฟู้ด ที่ทุกอย่างในร้านถูกคำนวณและออกแบบมาอย่างรัดกุมและเป็นระบบ พนักงานทำงานตามรูปแบบที่กำหนด ผมสั่งอาหารที่ถูกกำหนด ผมจะใช้จ่ายเงินประมาณตามที่ถูกกำหนด ใช้เวลานั่งกินอยู่ในร้านตามกำหนด สร้างขยะขึ้นมาและใช้ความเย็นของเครื่องปรับอากาศในร้านตามที่กำหนด แม้กระทั่งว่าต้องทอดไก่นานกี่นาที ต้องทอดสำรองเอาไว้กี่ชิ้น ให้พอดีกับคำสั่งซื้อของลูกค้า ก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
โลกของเราทั้งใบกลายเป็น "ระบบ" และวิธีที่จะทำให้ระบบนี้ดำรงอยู่ได้ ก็ต้องบังคับให้ส่วนประกอบทั้งหมดในโลกกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ไปอย่างสอดคล้องพร้อมเพรียงกัน
ชีวิตและหน้าที่การงานของแต่ละคนจะมีคุณค่าและความหมายก็ต่อเมื่อ นำมาประกอบรวมกันเป็นระบบ ถ้าแยกกันออกไปก็จะหมดความหมาย ไร้คุณค่าในตัวเอง พนักงานร้านฟาสต์ฟู้ด พนักงานขับรถเมล์ พนักงานขับรถปอ.พ.4 หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานของผมที่ยืนรอลิฟต์อยู่ด้วยกัน ต่างก็เหมือนกันตรงจุดนี้
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ระบบเติบโตไป แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นฟันเฟืองหรือหมุดน็อตชิ้นเดียวต่อไป ความเป็นมนุษย์ร่อยหรอ ในขณะที่พลังชีวิตก็ถูกระบบสูบกินไป พอแก่ตัวไป พวกเขาก็จะเป็นพนักงานร้านฟาสต์ฟู้ดแก่ ๆ พนักงานขับรถแก่ ๆ พนักงานออฟฟิศแก่ ๆ หาได้เป็นอะไรใหม่ที่มีคุณค่าในตัวเอง
ผมขนลุกซู่เมื่อคิดถึงยายแก่ที่รอรถปอ.พ.4 ด้วยกันเมื่อเช้านี้ และคิดว่าเมื่อผมแก่ตัวไป ก็จะกลายเป็นคอลัมนิสต์แก่ ๆ คนหนึ่งเท่านั้น----------------------------------------------------------------
ผมนั่งกินข้าวเย็นหน้าจอโทรทัศน์ ดูรายการละครหลังข่าวไปพร้อม ๆ กับแม่ ไก่ทอดของแม่ถึงแม้จะเย็นชืดและมันเยิ้ม แต่ผมก็รู้สึกอร่อยอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ได้เป็นผลผลิตของ "ระบบ" ไม่ได้ถูกใครบางคนหรืออะไรบางอย่างมาตั้งเวลาทอดหรือคำนวนจำนวนน้ำมันหรือน้ำจิ้ม แต่แม่ของผมเองเป็นคนทำมันขึ้นมา
ขณะนี้ผมรู้สึกสุขสงบ ปลอดโปร่ง โล่งสบาย เหมือนได้หลุดออกจากระบบ หลุดออกมาจากเงื้อมมือของใครสักคนหรืออะไรบางอย่างที่กำหนดชีวิตผมอยู่
ละครจบพอดี ผมหันไปมองดูนาฬิกาบนข้างฝาบ้าน มันบอกเวลาสี่ทุ่ม ทำให้ผมรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้ผมย้อนกลับเข้าไปในสู่ระบบอีกแล้ว เพราะรู้ตัวว่าควรต้องรีบเข้านอนแล้ว เพื่อพรุ่งนี้จะได้ไปทำงานได้ทัน 9.00 น.
ผมลุกขึ้นเก็บจานชามจะนำไปล้าง ก่อนที่จะหันไปมองแม่อีกครั้ง แม่ยังคงไม่ละสายตาจากจอโทรทัศน์
ภาพของแม่ทำให้ผมนึกถึงยายแก่ผู้น่าสงสารที่เจอเมื่อเช้านี้ ถ้าผมเจอแกอีกพรุ่งนี้เช้าที่ป้ายรถเมล์ ผมสัญญากับตัวเองว่าจะเสียสละให้แกไปก่อน
ผมขอกำหนดตัวเองบ้าง
posted by - wit - 6/18/2000 11:01:29 PM
CYBER BEINGKOREAN BEAUTY
กรุงโซลในช่วงเดือนเมษายน อากาศยังคงหนาวเย็นเหมือนกับยอดดอยทางภาคเหนือของไทย ในช่วงเดือนธันวาคม
ผู้คนที่เดินตามท้องถนนแต่งตัวกันสวยงาม อย่างน้อยที่สุดก็อยู่ในชุดสูท ดูหรูหรา ร่ำรวย สมกับที่เป็นประชากรของประเทศอุตสาหกรรมอันมั่งคั่ง แม้แต่บริกรในร้านอาหารธรรมดา ยังแต่งตัวดีกว่าผม คงเป็นเพราะอากาศที่หนาวเย็น
หลังอาหารเช้า ผมก้าวขึ้นรถบัสคันใหญ่ ร่วมกับคณะสื่อมวลชนไทย เพื่อไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้ ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงโซล ใช้เวลาเดินทางด้วยรถ 4 ชั่วโมง
ฝนตกปรอย ๆ เป็นละอองเล็ก เหมือนพ่นออกมาจากหัวจ่ายน้ำสปริงเคิล ต่างจากฝนตกเม็ดเท่าหัวแม่โป้งในบ้านเรา ทิวทัศน์สองข้างถนนก็สวยงามแปลกตา ผมเริ่มรู้สึกอิจฉาคนเกาหลีใต้ขี้นมาแล้ว
หลายปีก่อน เพื่อนชาวฝรั่งเศสของผม เคยกล่าวให้ฟังว่า ในประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว อย่างในยุโรป อเมริกา หรือในเอเซียบางประเทศเช่นสิงคโปร์ เกาหลีใต้ เบื้องหลังความสวยงามแปลกตา อากาศเย็นสบาย ผู้คนแต่งตัวสวยงาม นั้นกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเจ็บปวด
ในสมัยนั้น ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่อความหมายว่าอะไร แต่เท่าที่เห็นด้วยสายตาของผมนั้น ผู้คนในประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว ดูมีความสุขกว่าคนในกรุงเทพฯ ที่เบียดเสียดกันบนรถเมล์ หรือไม่ก็เดินเหงื่อโทรมสองข้างถนน
ประเทศไทยของเราอากาศร้อนเกินไป ดังนั้นเวลาที่พูดถึงโรงงานอุตสาหกรรม ผมจึงมักจะวาดภาพไปตามหนังสือนิยายอินเดียเรื่อง "คนขี่เสือ" (HE WHO RIDES THE TIGER) หรือไม่ก็เรื่อง "แม่" (MOTHER) ของแมกซิม กอร์กี ที่นำเสนอภาพโรงงานที่แออัด อากาศอบอ้าว กล้ามเนื้อ หยาดเหงื่อ ความเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย และความยากจน
ระหว่างนั่งอยู่บนรถบัส ผมคิดเรื่อยเปื่อยไปว่า บางทีเสื้อสูท อาคารสูง และเครื่องจักร อาจจะเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับเมืองไทย ที่แพร่เข้ามาจากประเทศตะวันตก พร้อมกับลัทธิทันสมัยนิยม ทุนนิยม และบริโภคนิยม บางทีประเทศไทยเราอาจจะไม่ต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรมก็ได้ บางทีสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราก็คือเกษตรกรรม เรือกสวนไร่นา แม่น้ำลำคลอง และบ้านทรงไทยริมน้ำ
คณะของพวกเราเดินทางมาถึงโรงงาน และเข้าฟังการบรรยายสรุปเล็กน้อย ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารเพราะเป็นเวลาเที่ยงพอดี ระหว่างทางเดินไปโรงอาหาร พวกเราก็ถือโอกาสเดินสำรวจสภาพภายนอกโรงงานที่ดูสวยงามร่มรื่นจนผมแปลกใจ เพราะมันผิดไปจากภาพของโรงงานในจินตนาการก่อนที่จะมาถึง
เหล่าคนงานแต่งชุดเครื่องแบบสะอาดเอี่ยมสีชมพูเหมือนกันหมด เดินนำหน้าพวกเราเข้าไปในโรงอาหารอย่างเป็นระเบียบ
เจ้าหน้าที่ชาวเกาหลีคนหนึ่ง พูดอธิบายด้วยภาษาอังกฤษปนสำเนียงเกาหลีว่า พนักงานทุกคน ทุกระดับ จะต้องมารับประทานอาหารในโรงอาหารนี้เหมือนกันหมด เพื่อความสมัครสมานพร้อมเพรียง จึงไม่เว้นแม้แต่พวกเราที่เป็นแขกผู้มาเยือน
ก่อนจะไปรับประทานอาหาร ผมเดินเข้าไปล้างมือในห้องน้ำ แล้วก็เหลือบไปเห็นป้ายขนาดใหญ่ติดไว้ที่ประตูทางเข้าห้องน้ำ เป็นรูปถ่ายและชื่อของนักการคนหนึ่ง ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบรักษาความสะอาดของห้องน้ำแห่งนี้ พร้อมทั้งตัวอักษรใหญ่ๆ ติดไว้ว่า "MY PLACE" หรือ "ที่ตรงนี้คือที่ของฉัน"
ป้ายนี่ทำให้ผมสะดุดใจขึ้นมา แล้วก็นึกย้อนไปตรงที่จุดอื่น ๆ ของโรงงาน ผมพบป้ายทำนองนี้ติดอยู่ทั่วไป เช่นมีป้ายขนาดใหญ่ที่ติดไว้ตรงประตูทางเข้าโรงอาหาร เป็นรูปถ่ายและรายชื่อของเจ้าหน้าที่โรงอาหารประมาณ 10 กว่าคน ไล่ตั้งแต่นักโภชนากร แม่ครัว ภารโรง ฯลฯ ตรงบริเวณสนามหญ้าตามทางเดินมาที่โรงอาหารแห่งนี้ ก็มีป้ายรูปถ่ายและชื่อของคนดูแลสนามติดอยู่
ระหว่างรับประทานอาหาร ผมมองกวาดสายตาไปรอบ ๆ เห็นคนงานนั่งรับประทานอาหารอย่างเป็นระเบียบ ทุกคนกินอาหารเหมือนกันหมดที่ทางโรงงานจัดไว้ให้ แต่งกายเหมือนกัน นั่งเรียงเป็นแถวยาวตามลักษณะการจัดโต๊ะ พอทานเสร็จก็เดินนำถาดไปวาง และตักน้ำมาดื่ม แล้วก็เดินออกจากโรงอาหารไปเป็นกลุ่ม ๆ
ผมชักจะไม่มั่นใจแล้วว่า ผมควรจะอิจฉาชาวเกาหลีดีหรือไม่ ถึงแม้แต่ละคนจะแต่งตัวสวยงาม อากาศเย็นสบาย สภาพแวดล้อมสะอาดสวยงาม มีระเบียบเรียบร้อย อาหารอร่อยและสะอาด แต่มีอะไรบางอย่าง ที่ผมอธิบายไม่ถูก และมันมาค้างคาใจผม
ภาคบ่ายเป็นการเยี่ยมชมภายในโรงงาน ที่ยิ่งทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ ภายในโรงงานจัดไว้สวยงาม สะอาดตา ให้ความรู้สึกเหมือนกับเรากำลังเดินอยู่ในศูนย์ค้าส่งแมคโคร โลตัส หรือห้างบิ๊กซี จะแตกต่างกันก็ตรงแทนที่จะมีชั้นวางสินค้าขาย แต่ในโรงงานนี้มีเครื่องจักรและคนงานยืนเรียงเป็นแนวแทน
เป็นไปตามที่ผมคาดไว้ บนเครื่องจักรแต่ละเครื่องมีรูปถ่ายและชื่อของพนักงานประจำเครื่องติดไว้อีกแล้ว เหมือนกันป้ายที่โรงอาหาร ห้องน้ำ และสนามหญ้า
โรงงานแห่งนี้ มีสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่ก็สามารถมาอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น คือการลดอัตตา และการเพิ่มอัตตา
การให้คนงานแต่งครื่องแบบเหมือนกัน การให้คนงานทุกคนกินอาหารร่วมกัน ฯลฯ คือหนึ่งในวิธีการลดความรู้สึกเป็นปัจเจก และลดอัตตาของคนงานแต่ละคน ทำให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับความสมัครสมานพร้อมเพรียงกับกลุ่ม ชุมชน สังคมที่ตนเองสังกัดอยู่ ซึ่งนี่คือหัวใจของยุคอุตสาหกรรม
ในขณะที่การติดป้ายรูปภาพพนักงานแต่ละคน พร้อมทั้งลงชื่อไว้ที่สถานที่ทำงาน เครื่องมือเครื่องจักรของคนนั้น ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็น "ตัวกู ของกู" ถือเป็นการเพิ่มอัตตาของพนักงานแต่ละคน และเพิ่มความรู้สึกที่เราจะกลายเป็นคนพิเศษขึ้นมา เมื่อประจำตำแหน่งอยู่กับงานของตน
นักการภารโรงภูมิใจกับ MY PLACE ที่เป็นห้องน้ำ แม่ครัวก็ภูมิใจกับอาหารที่ตนปรุง คนงานในโรงงานก็ภูมิใจกับเครื่องจักรของตน และผลิตผลที่สร้างขึ้น และส่งออกไปตามสายพานลำเลียง
ผมรู้สึกเจ็บปวด กับการที่เห็นคนบางคน ถูกบังคับให้ลดอัตตาและความเป็นปัจเจกของตนลงไป ในขณะที่ต้องนำอัตตาและปัจเจกเท่าที่เหลืออยู่ ไปผูกติดอยู่กับห้องน้ำ ห้องครัว โรงอาหาร เครื่องจักร ฯลฯ ว่านี่คือ "ตัวกู ของกู"
พวกเขาไม่ใช่ HUMAN BEING แล้ว แต่เขากลายเป็น TOILET BEING , CANTEEN BEING , MACHINE BEING ที่อาศัยอยู่ใน SYSTEM ขนาดใหญ่ที่เหมือนมีชีวิต
ไม่น่าแปลกใจเลย ที่ประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ จะผลิตสินค้าคุณภาพและสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาได้มากกว่าประเทศด้อยพัฒนาอย่างประเทศไทย เพราะผู้คนต่างก็ถูกลดความเป็นตัวของตัวเองลง และหันกลับไปทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับงาน เพราะงานหมายถึง "ตัวกู ของกู" ไปเสียแล้วสำหรับพวกเขา
นี่เอง คือ "อะไรบางอย่าง" ที่ค้างคาใจของผม และทำให้ผมเลิกอิจฉาคนเกาหลีไปเสียแล้ว และนี่เอง คือความตึงเครียดและเจ็บปวดของคนในประเทศอุตสาหกรรมที่เจริญแล้ว ที่เพื่อนชาวฝรั่งเศสของผมกล่าวถึง
ระหว่างทางนั่งรถบัสกลับกรุงโซลพร้อมคณะสื่อมวลชนคนอื่น ผมควักนิตยสาร GM ขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา เมื่อเปิดไปดูหน้าที่เป็นคอลัมน์ของตนเอง เห็นรูปตัวเองหราอยู่ พร้อมทั้งชื่อเสียงเรียงนาม และประวัติโดยย่อ ผมจึงเข้าใจแล้วว่า ผมก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนักการ แม่ครัว และคนงานในโรงงานแห่งนั้นเท่าไร
ผมพลิกไปดูที่หน้าของคอลัมนิสต์คนอื่น ๆ ใน FOOD FOR THOUGHT ทุกคนมีรูปถ่ายและชื่อเช่นเดียวกัน เมื่อพลิกไปในส่วนของสารคดีประจำฉบับ ก็มีชื่อของผู้เขียนและช่างภาพคนอื่น ๆ ถึงแม้พวกเราจะมีอาชีพเป็นนักเขียน และดูเหมือนว่าจะเป็นอาชีพอิสระ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การ "ดูเหมือนว่าอิสระ"
เช่นเดียวกับชาวเกาหลีที่แต่งตัวหรูหราเดินอยู่สองข้างถนนในกรุงโซล พวกเขาเป็นเพียงแค่ "ดูเหมือนว่าหรูหรา ดูเหมือนว่าประสบความสำเร็จ" ไม่ต่างไปจากตัวผมเอง ที่ "ดูเหมือนว่าอิสระ"
เหมือนหนังเรื่อง AMERICAN BEAUTY ที่มีประโยคเด็ดอยู่ที่ว่า "ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ ก่อนอื่นต้องสะท้อนภาพลักษณ์ของความสำเร็จ"
ในสังคมยุคอุตสาหกรรม ทันสมัยนิยม ทุนนิยม บริโภคนิยม เราไม่สามารถเป็นอิสระ เราไม่สามารถเป็นปัจเจก เราไม่สามารถที่จะเป็นอะไรเลย เพราะว่าเรามีอัตตาแบบปลอม ๆ ที่ไปผูกติดอยู่กับสิ่งไร้สาระภายนอก
เราเป็นได้เพียง สิ่งที่ "ดูเหมือน" สิ่งที่เราอยากเป็น และสิ่งที่เราต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็น เท่านั้นเองคุณwutthiเขียน.. วิชญ์เอามาแปะ
posted by - wit - 5/24/2000 6:29:01 PM