Contemporary Philosophy
ref:---------- http://www.ewitopia.net/skin/contemp.html
archives

9.10.2000

ขอประโยคสั้นๆของ postmodern... มีคนถาม

"ความถูกต้องของความมั่ว" ผมตอบ

"โครงการปรับปรุงบริการและการจัดส่งจดหมาย ของกรมไปรษณีย์โทรเลข ให้รวดเร็วฉับไวและทันสมัยขึ้น" พี่โน๊ตอุดมตอบ
posted by - wit - 9/10/2000 4:18:57 AM

postmodern & modern
posted by b Vis 9/10/2000 2:54:06 AM

9.2.2000

เราห้ามตัวเองไม่ให้ไม่ได้ยินเสียงไม่ได้
แต่เราปิดตาได้เมื่อไม่ต้องมอง

ตอนนอนเราปิดตา แต่หูยังได้ยิน

การเห็น กับ การได้ยิน อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?
posted by b Vis 9/2/2000 8:12:48 AM

8.16.2000

ก่อนจะอธิบายเรื่อง deconstruction หรือเรื่องอื่นๆต่อไป...
ผมเก็บข้อความนี้ไว้นานแล้ว.. ว่าจะเขียนอย่างละเอียดทีหลัง อ่านไปเล่นๆก่อนนะ

อานันทสูตร
[๘๐๑] ครั้งนั้นแล วัจฉโคตรปริพาชกได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป
แล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ อัตตามีอยู่หรือ เมื่อวัจฉโคตรปริพาชกได้ทูลถามอย่างนี้แล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ทรงดุษณีเสีย วัจฉโคตรปริพาชกได้ทูลถามอีกว่า ข้าแต่พระ
โคดมผู้เจริญ ก็อัตตาไม่มีหรือ แม้ครั้งที่สอง พระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงดุษณีเสีย
เหมือนกัน ครั้นแล้ว วัจฉโคตรปริพาชกก็ได้ลุกขึ้นจากที่นั่งหลีกไป ฯ
[๘๐๒] ครั้งนั้น เมื่อวัจฉโคตรปริพาชกหลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระ
อานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุอะไรหนอ
พระผู้มีพระภาคอันวัจฉโคตรปริพาชกทูลถามปัญหาแล้ว จึงไม่ทรงพยากรณ์
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เราอันวัจฉโคตรปริพาชกถามว่า อัตตามีอยู่
หรือ ถ้าจะพึงพยากรณ์ว่า อัตตามีอยู่ไซร้ คำพยากรณ์นั้นก็จักไปร่วมกับลัทธิของ
พวกสมณพราหมณ์ผู้เป็นสัสสตทิฐิ ดูกรอานนท์ เราอันวัจฉโคตรปริพาชกถามว่า
อัตตาไม่มีหรือ ถ้าจะพึงพยากรณ์ว่า อัตตาไม่มีไซร้ คำพยากรณ์นั้นก็จักไปร่วม
กับลัทธิของพวกสมณพราหมณ์ผู้เป็นอุจเฉททิฐิ ดูกรอานนท์ เราอันวัจฉโคตร-
*ปริพาชกถามว่า อัตตามีอยู่หรือ ถ้าจะพึงพยากรณ์ว่า อัตตามีอยู่ไซร้ คำพยากรณ์
ของเรานั้น จักอนุโลมเพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งญาณว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
บ้างหรือหนอ ฯ
อา. หามิได้ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ถ้าหากเราอันวัจฉโคตรปริพาชกถามว่า อัตตาไม่มีหรือ
จะพึงพยากรณ์ว่า อัตตาไม่มีไซร้ คำพยากรณ์นั้นคงจักเป็นไปเพื่อความหลงงมงาย
แก่วัจฉโคตรปริพาชกผู้งมงายอยู่แล้วว่า เมื่อก่อนอัตตาของเราได้มีแล้วแน่นอน
บัดนี้ อัตตานั้นไม่มี ดังนี้ ฯ

ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าพระผู้มีพระภาคทรงยืนยันในญาณของพระองค์ว่า
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา และความยึดติดในอัตตาเป็นที่มาของทั้งสัสสตทิฐิและ
อุจเฉททิฐิ
posted by - wit - 8/16/2000 6:23:09 PM

8.14.2000

ห่างไปนานสำหรับหน้านี้ พอดีคุณ wutthi เขียนเรื่องสัญญะวิทยา(semiotic หรือ semiology) ในภาพถ่ายซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีในการทำความเข้าใจ แนวคิดเกี่ยวกับpost-strucialism จึงเอามาแปะให้อ่านกันก่อน แล้วจะย้อนมาอธิบายอีกที

รูปแบบของการสื่อความหมายในภาพถ่าย
และการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการสื่อสารมวลชน


การที่จะทำงานถ่ายภาพเพื่อนำไปใช้ในการสื่อสารมวลชนได้ดีนั้น ควรที่จะขุดค้นเข้าไปในกระบวนการสื่อสารของมนุษย์ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องระดับปรัชญาของการสื่อความหมายของสิ่งต่าง ๆ ในโลก
เราคุ้นเคยกับการเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพมานานแล้ว เช่น :
1. การใช้มุมกล้องก้มหรือเงย เพื่อทำให้วัตถุในภาพดูต่ำต้อยหรือสูงส่ง
2. การจัดแสงมืดหรือสว่าง เพื่อให้วัตถุในภาพดูลึกลับหรือชัดเจน
3. การแพนกล้องตามวัตถุที่เคลื่อนที่ ทำให้ภาพมีความเคลื่อนไหว เป็นต้น
แต่เราเคยตั้งคำถามกันหรือไม่ว่า ทำไมคนเราทั้งโลกจึงสามารถตีความภาพถ่ายด้วยเทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้ไปในทิศทางเดียวกันได้ ? การเรียนรู้เพียงแค่ระดับเทคนิคการถ่ายภาพ จึงอาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานสื่อสารมวลชนให้ดี
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องนำทฤษฎีความรู้ในสาขาวิชาอื่น ๆ เข้ามาใช้ประกอบการทำงานด้านสื่อสารมวลชนด้วย หรือที่เรียกว่า "สหวิทยาการ" ในกรณีของเรื่องการสื่อความหมายในภาพถ่าย เราอาจจะใช้ความจากวิชาสัญศาสตร์ (Semiotics) มาช่วยได้
Saussure นักภาษาศาสตร์และนักปรัชญา อธิบายการสื่อความหมายของสิ่งต่าง ๆ ในโลกด้วยระบบโครงสร้างสัญลักษณ์ ที่ประกอบด้วย signifier และ signified
signifier คือสารหรือความหมายที่เป็นรูปธรรม ที่เราจับต้อง หรือรับรู้ได้ เช่นภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัส ในขณะที่ signified คือสารหรือความหมายที่เป็นนามธรรมที่แฝงไว้ใน signifier
เช่นป้ายห้ามจอดรถที่เป็นรูปวงกลมและมีเส้นสีแดงคาดทะแยง ถือเป็น signifier ในขณะที่ความหมายของป้ายนี้ ที่ให้เราขับรถเลยไปและห้ามหยุดจอดรถทิ้งเอาไว้ คือ signified
ประเด็นสำคัญที่รายงานฉบับนี้ต้องการขยายให้ชัดเจนคือ กระบวนการที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการรับ signifier เข้ามาในสมอง แล้วเราก็ตีความหมายออกมาเป็น signified
Terence Hawkes นักภาษาศาสตร์และนักปรัชญาอีกคนหนึ่ง ศึกษากระบวนการนี้และใช้คำเรียกว่า "รูปแบบของการสื่อความหมาย" (Mode of Relationship) หรืออธิบายได้ว่ามันคือรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่าง signifier และ signified
รูปแบบของการสื่อความหมาย (Mode of Relationship) มีอยู่ 3 รูปแบบ (อธิบายโดยยกตัวอย่างเรื่องภาพถ่าย)
1. iconic คือรายละเอียดภายในภาพ ว่าประกอบด้วยธงชาติ โดมธรรมศาสตร์ พื้นถนน แอ่งน้ำท่วมขัง เส้นจราจร ที่แต่ละส่วนประกอบนั้น ก็ต่างสื่อความหมายแบบตรง ๆ ไปยังสิ่งนั้นจริง ๆ
2. symbolic คือสัญลักษณ์นามธรรมที่แอบแฝงอยู่ในภาพ เช่นภาพธงชาติ ก็เป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย โดมก็เป็นสัญลักษณ์ของธรรมศาสตร์ พื้นถนนก็แสดงสัญลักษณ์ของการเดินทาง หรือการต่ำต้อยติดดิน แอ่งน้ำท่วมขังแสดงสัญลักษณ์ของการสะท้อนแบบพร่ามัว เส้นจราจรสีเหลืองที่คาดแบบแทยงมุม ก็แสดงสัญลักษณ์การปิดกั้น การชะลอหรือหยุด
3. indexical คือบริบทล้อมรอบภาพถ่ายนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในภาพ แต่เมื่อเราดูภาพแล้วเราจะได้รับสารหรือความหมายนั้น ๆ เช่นการถ่ายภาพด้วยกล้องในมุมกด ลงไปยังพื้นถนนที่มีน้ำท่วมขัง แสดงให้เห็นถึง "วิธี" การมองธรรมศาสตร์ในมุมใหม่ ที่แปลกไปจากการมองแบบปกติของคนทั่วไป และต้องมองด้วยมุมนี้เท่านั้นจึงจะเป็นภาพเป็นเช่นนี้ อีกทั้งยังต้องมองในช่วงเวลาที่ฝนตกใหม่ ๆ ด้วย เพื่อที่จะเห็นภาพสะท้อนจากน้ำ
เราสามารถนำเรื่อง รูปแบบของการสื่อความหมาย (Mode of Relationship) มาประยุกต์ใช้ในการถ่ายภาพได้ โดยพิจารณาถึงรูปแบบการสื่อความหมาย และเลือกใช้ให้ถูกกับความหมายที่เราต้องการสื่อ โดยที่ในภาพถ่ายทุกภาพจะมีการสื่อความหมายทั้ง 3 รูปแบบนี้ซ่อนอยู่ จะเน้นหนักไปทางใดก็ได้แล้วแต่เจตนาของผู้ถ่ายภาพ


เช่นภาพถ่ายในสงครามเวียดนามของ Eddie Adams จะเห็นภาพของรองอธิบดีกรมตำรวจเวียดนามใต้ ถือปืนสั้นแบบลูกโม่ เล็งไปยังหัวของเหยื่อที่เป็นพวกเวียดกง ส่วนประกอบเหล่านี้ที่เราเห็นชัดเจน เป็น iconic โดยที่มี symbolic แฝงอยู่คือสงครามกลางเมือง สงครามล้างเผ่าพันธุ์ที่น่าเศร้าเพราะคนเวียดนามต้องมาฆ่ากันเอง เพียงเพราะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน
แต่ภาพถ่ายนี้มีคุณค่าขึ้นมาเหนือกว่าภาพถ่ายในสงครามเวียดนามอื่น ๆ ตรงที่รูปแบบการสื่อสารและความหมายแบบ indexical หรือยบริบทในการถ่ายภาพนั้น กล่าวคือการภาพถ่ายข่าวสงคราม จะเน้นไปที่ indexical คือการบ่งชี้เวลาและสถานที่ ช่างภาพจะต้องฝ่าอันตรายบุกเข้าไปอยู่ท่ามกลางการสมรภูมิการสู้รบ และจะต้องเลือกกดชัตเตอร์ในเสี้ยววินาทีที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น
ในภาพนี้ Eddie Adams ต้องไปอยู่ต่อหน้าฉากสังหารอันโหดเหี้ยม และจะต้องเลือกกดชัตเตอร์ในวินาทีที่ตำรวจลั่นไกยิง เราจะเห็นว่าหัวของเวียดกงปูดออกมาและบิดเบี้ยว เป็นเพราะนั่นคือเสี้ยววินาทีที่หัวกระสุนกำลังจะทะลุออกมา
รูปแบบการสื่อความหมายแบบ indexical จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการถ่ายภาพข่าว สารคดี ในขณะที่รูปแบบการสื่อความหมายแบบ iconic มีบทบาทในการถ่ายภาพบุคคล ภาพโฆษณาในแคตาล็อกสินค้า ฯลฯ และการสื่อความหมายแบบ symbolic มีบทบาทสำคัญในการถ่ายภาพแบบจัดฉากแสดง
เช่นภาพถ่ายของมานิตย์ ศรีวานิชภูมิ ที่ทำงานศิลปะแบบ Postmodern คือนำของเก่ามาล้อเลียนในความหมายใหม่
รูปถ่ายของมานิตย์ล้อเลียนภาพถ่ายของ Eddie Adams ด้วยการจัดฉากถ่ายภาพขึ้นมาใหม่ให้เหมือน แต่เปลี่ยนรายละเอียดเป็นชายหนุ่มใส่สูท สูบซิการ์มวนโต กำลังเล็งปืนไปที่หัวคนแต่งตัวโทรม ๆ คนหนึ่ง ซึ่งความหมายเหล่านี้เป็น iconic
ในขณะที่ความหมายนามธรรมแบบ symbolic ที่แฝงอยู่ในภาพ คือการสะท้อนสภาพเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2540 ไปเทียบว่ามีความหนักหนาสาหัสเหมือนกับครั้งสงครามกลางเมืองในเวียดนาม
ผู้ที่จะสามารถเข้าใจการสื่อความหมายแบบ symbolic ในภาพนี้ได้ จะต้องเคยเห็นภาพของ Eddie Adams มาก่อน และจะต้องรู้เรื่องราวบริบททางสังคม ที่เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของไทยในช่วงปี 2540 ด้วย ซึ่งความหมายเหล่านี้คือ indexical ด้วย
ย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพ ที่เป็นเรื่องของ TECHNICIAN หรือช่างภาพ เมื่อเราได้มีความรู้เกี่ยวกับภาษาศาสตร์เหล่านี้ จะทำให้เราสามารถวิจารณ์งานได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง หรือว่าถ้าเราไปเป็นผู้บริหารของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนแขนงใด ๆ ก็ตาม เราก็สามารถกำหนดการทำงานของช่างภาพของเราได้อย่างละเอียดและเข้าใจอย่างถ่องแท้มากขึ้น


หนังสืออ้างอิง
1. Daniel Chandler , Semiotics for Beginners , http://www.aber.ac.uk/media/Documents/S4B/sem02.html
2. นิตยสาร Defy ฉบับที่ 3 ปีที่ 1 มิถุนายน 2543
3. By Light and Darkness Art Photography in Thailand , 253 Pubication Series : Bangkok , Amarin Printing and Publishing Pubic Company Limited , 1998
posted by - wit - 8/14/2000 3:49:07 PM

7.24.2000

ICQ message จากคุณ wutthi

ปีกผีเสื้อยังสิสร้าง พายุ
สังคมฤๅมิอาจลุ เปลี่ยนได้
ด้วยมือสองสรรค์สร้าง ร่วมทำ ดอกนา
เรื่องเล็กเล็กล้วนสิ่งแท้ แปรบ้าน แปลงเมืองฯ

จากแนวคิดทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) (ลอกมา)
posted by - wit - 7/24/2000 1:34:49 PM

ส่วนแกนหลักของบทสัมภาษณ์ที่ได้post ไปเมื่อ 18.07.2000


POSTMODERNISM

"แนวคิด POSTMODERN มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากแนวคิด MODERN ในขณะที่ MODERN เน้นถึงความเป็นหนึ่ง (UNITY) ความสมบูรณ์ (ABSOLUTE) ความต่อเนื่อง (CONTINUITY) ความมั่นคง (STABILITY) ระบบระเบียบ (ORDER) แนวคิดของ POSTMODERN กลับเป็นตรงกันข้าม คือเน้น ความแตกต่าง (DIFFERENCE) ความสัมพัทธ์ (RELATIVE) ความไม่ต่อเนื่อง (DISCONTINUITY) การกระจัดกระจาย (DISPENSION) ไร้ระบบระเบียบ (DISORDER)"

(จากบทความ "หลังสมัยใหม่ (WHAT IS POSTMODERN)" ของจุมพฏ คำสนอง วารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

-------
-------

1.
วาดภาพตัวของคุณเองและเพื่อนสนิทคนหนึ่ง กำลังเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนในย่านสีลม มองเหลียวซ้ายแลขวาแล้วเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาในใจ
รอบ ๆ ตัวคุณถูกล้อมรอบไปด้วย อาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคาร อาคารศูนย์การค้า โรงแรม โชว์รูมรถยนต์หรู อาคารสำนักงานสูงเสียดฟ้า
ตึกเหล่านี้มั่นคงแข็งแรงตั้งตระหง่านอยู่ได้อย่างไร คุณเริ่มสงสัยว่า "รากฐาน" ของตึกสร้างด้วยอะไร
ทันใดนั้น ชั้นล่างสุดของตึกเหล่านี้ก็พลันหายวับไป คุณตกตะลึงอยู่กับภาพเบื้องหน้า ที่อาคารเหล่านี้กำลังลอยอยู่กลางอากาศ โดยปราศจากรากฐานใด ๆ สัมผัสกับพื้น
สันหลังของคุณเย็นวาบ เพราะกลัวว่าตึกเหล่านั้นจะล้มครืนลงมาต่อหน้า ผู้คนที่กำลังเดินล้อมรอบตัวคุณอยู่ ต่างยิ้มแย้มหัวเราะมีความสุข ก้าวขึ้นไปที่ศูนย์การค้า โรงแรม สำนักงาน ฯลฯ พวกเขาไม่เห็นสิ่งเดียวกับที่คุณเห็น
คุณเริ่มต้นออกวิ่งไปอย่างเร็วที่สุดโดยไร้จุดหมาย เพื่อหลบหนีตึกโอนเอนอันน่าสะพรึงกลัว แต่ทุกที่ที่คุณวิ่งผ่าน ล้วนเต็มไปด้วย "สิ่ง" ที่ไร้ "รากฐาน"
เพื่อนของคุณคว้าคอเสื้อของคุณไว้ แล้วลากตัวขึ้นไปบนตึกสำนักงานใหญ่ธนาคาร ที่กำลังโอนเอนเต็มที
"ปล่อยกู ๆ ตึกกำลังจะถล่มแล้ว!!" คุณตะโกนสุดเสียง

-------

2.
ฉากที่เหมือนภาพยนตร์เขย่าขวัญข้างต้น สามารถสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของคนในปัจจุบันได้อย่างดี
นานมาแล้ว ที่เราสร้างตัวตน สร้างความรู้ สร้างสังคม ขึ้นมาโดยมี "ความทันสมัย" เป็น "รากฐาน" สำคัญ และเราเชื่อว่ามันเป็นรากฐานที่แข็งแรงทนทาน
เราเคยเชื่อความทันสมัยอย่างหัวปักหัวปำ แม้ว่าความทันสมัยจะไม่สามารถพาเราไปพบคำตอบ ของคำถามหลายอย่างที่ลอยวนเวียนอยู่ในใจเราตั้งแต่จำความได้ ตอนนี้เราจึงค่อย ๆ เลิกเชื่อแล้วว่าความทันสมัยคือหนทางไปสู่อุดมคติที่วาดฝันไว้
การเมือง ศาสนา การศึกษา สังคม ครอบครัว ที่ก่อสร้างขึ้นมาบนรากฐานความทันสมัยกำลังสั่นคลอน ประชาธิปไตยดีจริงหรือ พุทธศาสนาคืออะไร ทำไมวิทยาศาสตร์จึงตอบคำถามใหม่ ๆ ไม่ได้ ทำไมสังคมแตกแยกไม่ผสานเป็นหนึ่ง ทำไมครอบครัวของเราจึงไม่เหมือนกับครอบครัวในฝัน

ฯลฯ
ความทันสมัยกำลังเสื่อมพลังในการอธิบายลงทุกทีในโลกโพสต์โมเดิร์น ทุกคนล้วนกำลังสับสน แค่เพียงตั้งคำถามง่าย ๆ (แต่ตอบยาก ๆ) โลกทันสมัยก็สั่นคลอนและพร้อมที่จะล้มครืนลงได้ทุกเวลา
ยิ่งตั้งคำถามเจาะลึกเข้าไป เราก็ยิ่งต้องประหวั่นพรั่นพรึงกับความ "ไร้รากฐาน" ของโลกทันสมัย เรา "รื้อ" ห้างร้านแห่งความทันสมัยออกทีละชั้น ๆ แล้วก็เห็นว่าตึกที่เรากำลังสร้างอยู่ มันลอยอยู่บนอากาศ
น่าเศร้าตรงที่เรารู้แต่วิธี "รื้อ" แต่เราสร้างรากฐานไม่เป็น
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องสถาปัตยกรรมแนวโพสต์โมเดิร์นในส่วนการสัมภาษณ์ดวงฤทธิ์ บุนนาค)

--------

3.
หลายคนเชื่อว่า "ทันสมัย" และ "หลังทันสมัย" ไม่ใช่ชื่อเรียกยุคหรือช่วงเวลา แต่เป็นชื่อเรียกสภาวะของโลก ที่เกิดจากความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในแต่ละสถานที่และเวลา
เป็นการยากที่จะระบุว่าความทันสมัยเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร เพราะหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาสังคมวิทยาหลายเล่มก็เขียนเอาไว้ต่างกัน ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าความรู้สึกทันสมัยเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับความคิดต่อต้านความงมงายคร่ำครึ
มนุษย์หยิ่งผยองและมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงขึ้นเรื่อย ๆ เราสร้าง "วิทยาศาสตร์" ขึ้นมา เพราะเชื่อว่าเราสามารถค้นหาความรู้ในสรรพสิ่งของโลก ด้วยประสาทสัมผัส จากการสังเกตและทดลอง หลังจากนั้นก็ใช้สมองอันเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกมาคิดแบบมีเหตุผล เพื่อสรุปรวมสิ่งต่าง ๆ และนำไปขยายผลประยุกต์ใช้
ดังนั้นสิ่งที่เราสังเกตด้วยประสาทสัมผัสไม่ได้ ทำการทดลองไม่ได้ และความคิดแบบไม่มีเหตุผลรองรับ จึงถูกประณามว่าเป็นความงมงายคร่ำครึและโยนทิ้งไปในที่สุด (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนการสัมภาษณ์ไม้หนึ่ง ก. กุนที)
หลังจากนั้น มนุษย์ก็ใช้วิทยาศาสตร์มาสร้างระบบเศรษฐกิจแบบทุนและอุตสาหกรรม สร้างเครื่องไม้เครื่องมือที่จะใช้ในการเร่งการผลิตสินค้าให้ได้มาก ๆ และสูบกินทรัพยากรโลกไปใช้ในการนี้
ความคิดเช่นนี้มีจุดเริ่มต้นจากโลกฝั่งตะวันตก ที่ผู้คนเบื่อหน่ายต่อยุค "โบราณ" เบื่อหน่ายศาสนจักร เบื่อหน่ายพิธีกรรม และต่อมามันก็แพร่ไปทั่วโลกเนื่องจากลัทธิจักรวรรดินิยม ที่มองเห็นว่าโลกฝั่งตะวันออกนั้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเพียงพอ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "ล้าสมัย"
ชาวตะวันตกเขียนป้ายคำว่า "ล้าสมัย" มาแขวนไว้ที่คอเรา และเราก็เชื่อไปตามนั้นว่าเราล้าสมัยจริง ๆ เราจึงรับการถ่ายทอดความคิดความอ่านทุกอย่างมาอย่างง่ายดาย ทั้งเรื่องการเมือง ศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรม เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เทคโนโลยี ฯลฯ โดยมีความทันสมัยเป็นรากฐานของทุกสิ่ง

---------

4.
มีรุ่งเรืองก็ต้องมาถึงกาลร่วงโรย ตามคำพระที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง ความทันสมัยเริ่มถูกเคลือบแคลงและตั้งคำถาม เช่นเดียวกับที่เมื่อหลายร้อยปีก่อน ความโบราณ งมงายคร่ำครึเคยโดนมาแล้ว
ศาสนา พิธีกรรม ภูติผี เรื่องเร้นลับเหนือธรรมชาติ เคยถูกความทันสมัยเข้ามาปัดเป่าให้เลือนหายไป เช่นเดียวกับที่ทุกวันนี้ วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม ความเจริญ ความทันสมัย กำลังถูกโพสต์โมเดิร์นเข้ามาปัดเป่า
ความเบื่อหน่ายและคลางแคลงต่อความทันสมัยมีมานานแล้ว แต่ยังไม่มีใครสามารถหาข้อโต้แย้งหรือคำอธิบายใด ๆ มาโค่นล้มได้ จนกระทั่งนักปรัชญาที่เป็นนักภาษาศาสตร์ เริ่มลงมือขุดคุ้ยรื้อค้น
นักภาษาศาสตร์ใช้วิธีการเดียวกับที่เขาศึกษา "ภาษา" มาอธิบายความเป็นไปของโลก โดยมองว่าภาษาเป็นระบบโครงสร้างของการอ้างอิงกันไปมาของสัญญะต่าง ๆ จนยากที่จะย้อนกลับมาหาความจริงที่เป็นต้นกำเนิด (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในส่วนบทความของวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์)
โลกของเราก็เช่นเดียวกัน ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นระบบโครงสร้างของการอ้างอิงต่อ ๆ กันไปมาของสัญญะ ซึ่งถ้าเป็นโลกทันสมัย ก็ถูกสร้างให้เป็นโครงสร้างของสัญญะแห่งความทันสมัย
ซึ่งเมื่อขุดคุ้ยลงไปให้ลึกซึ้ง ก็จะงุนงงว่าความทันสมัยก็เป็นเพียง "ลัทธิ" หรือ "แนวคิด" หนึ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในสถานที่และเวลาหนึ่งเท่านั้น มันไม่ใช่สัจธรรมสูงสุด เช่นเดียวกับความงมงายคร่ำครึ ศาสนา ลัทธิ พิธีกรรมอื่น ๆ ที่เคยถูกล้มล้างไปนานแล้ว
ทำไมไทยต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย , ทำไมเด็กไทยต้องเรียนวิทยาศาสตร์ , ทำไมรัฐบาลไทยต้องเปิดเสรีการค้า การเงิน โทรคมนาคม , ทำไมเราต้องร่วมเพศกับเพศตรงข้าม , ทำไมครอบครัวจึงต้องมีครบพ่อแม่ลูก , ทำไมบทกวีต้องมีความคล้องจอง , ทำไมตึกต้องมีประโยชน์ใช้สอย , ทำไม ฯลฯ
คำถามยาก ๆ แต่ตอบง่าย ๆ ได้ด้วยคำตอบเดียวก็คือ เพราะว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนไปพร้อมกันด้วยกระแสทันสมัยนิยม

---------

5.
แล้วถ้าเราไม่เชื่อในความทันสมัย และเราไม่ปฏิบัติไปตามนั้นเล่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือว่าถ้าเราเชื่อตามความทันสมัยแล้วปฏิบัติไปตามนั้น แต่มันกลับไม่ได้ผลหรือส่งผลร้ายเล่า เราควรจะทำอย่างไร
นักวิทยาศาสตร์บอกว่าไสยศาสตร์หรือความเชื่องมงายอื่น ๆ ผิด เพราะไม่สามารถวิเคราะห์ด้วยเหตุผล และไม่สามารถประจักษ์ได้ด้วยประสาทสัมผัส ในขณะที่โพสต์โมเดิร์นก็บอกว่าวิทยาศาสตร์จัดหมู่และสรุปรวมอย่างปิดกั้น ประสาทสัมผัสของมนุษย์ก็มีข้อจำกัด อีกทั้งการใช้เหตุผลก็เต็มไปด้วยอคติและอัตวิสัย
นักภาษาศาสตร์จึงบอกว่าความรู้ ความเชื่อ ค่านิยม ฯลฯ ที่เกิดขึ้นจากวิทยาศาสตร์และความทันสมัย จึงไม่ใช่สัจธรรม แต่เป็นเพียงเรื่องเล่า (NARATIVE) และวาทกรรม (DISCOURSE) ที่ดำรงอยู่ได้เพราะโครงสร้างของการอ้างอิงต่อ ๆ กันมาของสัญญะต่าง ๆ และค้ำยันหรือยึดโยงไว้ด้วยอำนาจ (POWER) ของกระแสสังคม
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในส่วนการสัมภาษณ์อาจารย์ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์)
วิชาที่เราเรียน หนังสือที่เราอ่าน ภาพยนตร์ที่เราดู เพลงที่เราฟัง ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นมาโดยแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งพวกโพสต์โมเดิร์นสงสัยอย่างมากว่ามันมีความจริงอยู่เพียงไร
เช่นเดียวกันกับสกู๊ปเรื่อง "โพสต์โมเดิร์น" ใน GM ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ คุณเชื่อได้อย่างไรว่ามันสามารถบอกหรือสอนคุณเกี่ยวกับเรื่องโพสต์โมเดิร์นได้อย่างดี
ถ้าคุณเชื่อเพียงเพราะว่า หัวหนังสือ GM ดูน่าเชื่อถือ ประกอบกับบทสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่ดูเหมือนว่ามีความรู้ถึง 5 คน อีกทั้งในบทความนี้ยังเต็มไปด้วยศัพท์แสงและเขียนขึ้นให้ดูยุ่งยากซับซ้อนเหมือนวิชาปรัชญา
นั่นก็แปลว่าคุณกำลังหลงวนเวียนอยู่ในโลกแห่งสัญญะเสียแล้ว คุณกำลังเชื่อว่าเรื่องเล่าและวาทกรรมเหล่านี้เป็นความจริง

----------

6.
ผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนบทความนี้เพื่อหลอกให้คุณอ่านเรื่องผิด ๆ สิ่งที่ผมทำมาตั้งแต่ต้นนั้น ผมเพียงแค่พยายามสรุปรวม จัดหมวดหมู่ ยกเหตุผลขึ้นมาอ้าง หาข้อมูลและรูปภาพมาประกอบให้เข้ากับเรื่องที่กำลังเล่าอยู่
อีกทั้งยังพยายามนัดสัมภาษณ์ผู้ที่มีความรู้เท่าที่ผมจะสามารถนัดได้ และก็หาหนังสือและบทความสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับโพสต์โมเดิร์น มาอ่านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาอันจำกัด เพื่อมาถ่ายทอดต่อให้กับคุณผู้อ่าน
ผมหวังที่จะทำสกู๊ปที่มีความลุ่มลึกในแง่ปรัชญา โดยยกหัวข้อ "โพสต์โมเดิร์น" มาทำ เพราะเห็นว่าคำนี้น่าสนใจ น่าจะดึงดูดผู้อ่านระดับสูง อีกทั้งคิดว่าคำ ๆ นี้จะมาช่วยยกระดับภาพพจน์ของ GM ให้ดูสูงขึ้น
สปอนเซอร์น่าจะชอบใจและหันมาลงโฆษณา ผู้อ่านน่าจะรู้สึกดีและภาคภูมิใจที่ได้อ่านสกู๊ปยาก ๆ อีกทั้งเวลาถือ GM ไปไหนมาไหน ก็จะดูดีในสายตาคนอื่น
แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ข้างต้นแล้วว่า สิ่งที่ทำมาทั้งหมดนี้เป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์และพวกนิยมความทันสมัย
ซึ่งขณะนี้ ผมกำลังสรุปสกู๊ปชิ้นนี้ ด้วยการใช้วิธีแบบโพสต์โมเดิร์น คือการรื้อค้นและขุดคุ้ย เพื่อที่จะนำผู้อ่านไปสู่วิพากย์วิจารณ์ความทันสมัย วิทยาศาสตร์ สัญญะ เรื่องเล่า วาทกรรม ฯลฯ
คนอื่นเขาไม่มาขุดคุ้ยรื้อค้นตัวเองให้เห็นชัด ๆ แบบนี้กันนัก ที่ผ่านมาคุณจึงเชื่อในความจริงลวงอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งทำให้คุณอาจจะเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายและคลายความเชื่อนี้ลงแล้ว แต่คุณก็ยังสับสนว่าความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
คุณอาจจะเริ่มมีความคิดแบบโพสต์โมเดิร์นโดยไม่รู้ตัว และสภาวะโพสต์โมเดิร์นก็กำลังเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว โดยที่เราไม่รู้ตัว หรือบางทีอาจจะรู้ตัวแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกสภาวะแบบนี้ว่าอะไร (อ่านรายละเอียดในส่วนสัมภาษณ์ภูมิกมล ผดุงรัตน์)

-------------

7.
เพื่อนของคุณตกใจกับเสียงร้องของคุณ จนต้องปล่อยมือจากคอเสื้อ "ไหนว่าวันนี้จะมาฝากเงินไง" เพื่อนของคุณถามด้วยสีหน้างุนงง
คุณชี้นิ้วไปที่รากฐานของธนาคารแห่งนั้น แล้วบอกว่าตึกมันกำลังจะถล่มแล้วไม่เห็นหรือ ?
"ไหน ? ตรงไหนที่ว่าจะถล่ม" เพื่อนคุณถาม
เงินก็เป็นสัญญะอย่างหนึ่ง ชื่อเสียงของธนาคารก็เป็นสัญญะอย่างหนึ่ง ตึกอาคารใหญ่โตก็เป็นสัญญะอีกเช่นกัน อีกทั้งวิชาการเงินการธนาคารก็เป็นเรื่องเล่าและวาทกรรมของความทันสมัย ที่เชื่อถือกันมานมนาน
ธนาคารนำเงินฝากมา 1 ส่วน แล้วขยายมูลค่าออกไปด้วยการปล่อยกู้ออกไป 10 ส่วน แต่ธนาคารอยู่ได้ด้วยความเชื่อที่ว่า ผู้ฝากเงินทุกคนจะไม่มีทางแห่ไปถอนเงินออกมาพร้อมกัน
คุณก้าวขึ้นบันไดหน้าธนาคารด้วยความรู้สึกที่ไม่มั่นคง
posted by - wit - 7/24/2000 1:32:28 PM

7.18.2000

บทสัมภาษณ์และความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และ เกี่ยวเนื่องกับ postmodern ที่จะตีพิมพ์ในนิตสารGM เร็วๆนี้... คุณ wutthi ผู้เป็นเจ้าของ collume อนุญาตให้เอามาลงก่อน.. ดังนั้น หากอ่านแล้ว กรุณาอุดหนุนหนังสือเขาด้วยนะ.. (มีบทความของผมด้วยละ) อ้อ... แล้วส่วนตัวเรื่องที่เป็นแกนหลัง เจ้าของเรื่อง ยังเขียนไม่เสร็จ

ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์
POST-MODERNISM ทำให้ผู้หญิงหายไป

ดิฉันเห็นว่า "อาการ"ของโพสต์โมเดิร์นิสม์เริ่มมากระทบกับแวดวงวิชาการเรื่องสตรีนิยมและแนวคิดเรื่องผู้หญิง ซึ่งมันไม่ได้กระทบในแบบที่ทำให้ผู้หญิง "เปลี่ยนไป" แต่มันกระทบในแบบที่ทำให้ผู้หญิงแทบจะ "หายไป"
เพราะว่าต่อจากนี้ไป เราจะต้องมาตั้งคำถามกันว่า หมวดหมู่ของสิ่งที่ถูกเรียกว่า "ผู้หญิง" คืออะไร ? เราจะมาคิดเป็นตุเป็นตะเอาเองว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่รู้กันทั่วไปแล้วว่าคือ "ผู้หญิง" ไม่ได้เสียแล้ว เพราะคนที่มีเพศสภาพเป็นหญิงบางคน ก็ไม่สามารถถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันว่าเป็นผู้หญิง
เช่นเมื่อนิยามว่าผู้หญิงคือเพศแม่ แล้วผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นแม่จะเป็นอย่างไร มีบางคนที่เขาเป็นแม่ไม่ได้ หรือบางคนเขาเลือกที่จะไม่เป็นแม่ด้วยซ้ำไป เราจะสรุปว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้หญิงหรือ ?
หรือถ้านิยามว่าผู้หญิงคือผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชาย แล้วคนที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับผู้ชาย หรือบางคนไม่อยากจะมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย จะเป็นผู้หญิงอยู่หรือเปล่า ?
เพียงแค่จุดเริ่มต้นแรกสุดที่เรามาตั้งคำถามว่าผู้หญิงคืออะไร ก็เป็นปัญหาที่ให้ถกกันแล้ว ซึ่งนี่คืออิทธิพลของแนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นิสม์
การพูดถึงหญิงและชาย คือการจัดหมวดหมู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีจัดการกับความรู้ของพวกทันสมัย (โมเดิร์นิสต์) ในขณะทื่พวกโพสต์โมเดิร์นิสม์จะไม่ใช้วิธีนี้ เพราะการที่จะจัดหมวดหมู่อะไรสักอย่าง จะต้องสร้างกรอบเพื่อที่จะแยกสิ่งนั้นออกจากสภาพแวดล้อมของมัน แล้วการตีกรอบนั้นมีขั้นตอนประกอบด้วย 1.การกันบางสิ่งออกไป และ 2.การรวมบางสิ่งเข้ามา
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของอำนาจ (POWER) ทั้งสิ้น แล้วใครเล่า ? ที่มีอำนาจมาบอกว่าอะไรบ้างที่ควรจะอยู่ในกรอบที่เรียกว่าผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชายบอก ผู้ชายก็จะบอกว่าอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ผู้ชาย นั่นแหละคือผู้หญิง ซึ่งนี่คือแนวคิดของเฟมินิสต์รุ่นแรก อย่างของซีโมน เดอ โบวัวร์ ที่พูดถึง THE SECOND SEX
การต่อสู้ของนักสิทธิสตรีบางกลุ่ม ถ้าเริ่มต้นที่การกำหนดกรอบว่าผู้หญิงคืออะไร ก็เท่ากับการเริ่มผลักคนจำนวนมากออกไป
อย่างหนังสือ "ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์" เป็นหนังสือที่แสดงความคิดเห็นเรื่องเพศที่ผิดทิศทาง อย่างแรกคือมันจัดหมวดหมู่ให้ผู้ชายผู้หญิง และอย่างที่สองคือมันบอกว่ามี "สารัตถะ" ของความเป็นชายหญิง โดยนำไปเปรียบกับดาวหรือเทพเจ้าที่สะท้อนภาพและลักษณะอะไรบางอย่าง
เมื่อเรามองความเป็นชายหญิง อยู่บนฐานของความแตกต่างที่ว่านี้ ก็เท่ากับการทำลายคำอธิบายของเฟมินิสต์ ที่พยายามอย่างหนักมาตลอด เพื่อจะบอกว่าความเป็นชายหญิงเกิดขึ้นมาเพราะสังคมกำหนดสร้างขึ้น และสารัตถะของความเป็นชายหญิงนั้นไม่มีอยู่จริง
นักสตรีนิยมรุ่นใหม่ อย่างเช่น จูดิธ บัตเลอร์ จึงหันมาพูดเน้นหนักในเรื่อง "ความยืดหยุ่น" อย่างเช่นในการจัดหมวดหมู่ ก็ต้องจัดหมวดหมู่อย่างยืดหยุ่น เพราะว่าบุคลิกของคนเรามีความสลับซับซ้อน ขัดแย้ง และเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา อย่างที่เราไม่เคยคิดเอาไว้
ความเป็นชายหญิงมันแยกออกจากกันไม่ได้ กล่าวคือถ้ามีชายอยู่ที่ฝั่งหนึ่ง และมีหญิงอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่ง ก็จะมีพื้นที่ตรงกลางเอาไว้ ซึ่งคนเราทุกคนไม่มีใครเป็นชายที่อยู่ชิดฝั่ง หรือเป็นผู้หญิงที่อยู่ชิดอีกฝั่ง เราต่างก็จะอยู่บนพื้นที่ตรงกลางนี้
เมื่อเราไม่สามารถจัดกลุ่มหมวดหมู่ได้ชัด ๆ หรือสรุปเอาว่าใครเป็นอะไร อย่างไร ฯลฯ ต่อจากนี้ไป โลกของเราก็จะคลุมเครือ กลายเป็นสีเทา ๆ และไม่มีสารัตถะใด ๆ
แต่ถ้าจะมองออกนอกแวดวงวิชาการ เมื่อลองพิจารณาเรื่องราวของผู้หญิงในสังคมไทย แนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นิสม์นี้ยังไม่มากระทบมากนัก เนื่องจากสังคมไทยและเฟมินิสต์ส่วนใหญ่ ยังคงเดินไปตามกระแสหลัก และเรื่องราวประวัติศาสตร์เดิม ๆ อยู่
มีคนชอบมาบอกว่าดิฉันเป็นเฟมินิสต์ เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี แต่เพื่อนของดิฉันทุกคนรู้ดี ว่าดิฉันเองไม่ได้มีบุคลิกลักษณะหรือวิถีการดำเนินชีวิตในแบบที่คนทั่วไปมักคิดเอาเองว่าเฟมินิสต์จะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้
ดิฉันก็เป็นดิฉันเอง และไม่ต้องการจะให้ใครมาจัดหมวดหมู่ให้ว่าดิฉันต้องเป็นอะไร อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันก็ไม่อยากให้ใครมาจัดให้ดิฉันเป็นเฟมินิสต์ หรือว่าเป็นโพสต์โมเดิร์นิสต์ด้วย
อีกทั้งดิฉันไม่เชื่อเลยว่ามี "สิทธิสตรี" อยู่ เพราะคำว่า "สิทธิ" ตั้งอยู่บนฐานและ "เรื่องราว" (NARRATIVE) ของผู้ชาย ซึ่งไม่เคยรวมผู้หญิงเอาไว้ด้วยเลย ดังนั้น จะมี "สิทธิสตรี" ได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่ได้รวมผู้หญิงไว้ในเรื่องราวพวกนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว

สิ่งที่แนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นิสม์ จะช่วยผู้หญิงในสังคมนี้ได้ก็คือ การทำให้เราเลิกเชื่อเรื่องราว ระเบียบ กฎเกณฑ์ ความคาดหวัง ความฝันแบบเก่า ๆ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือละครโทรทัศน์ ที่มักจะนำเสนอเรื่องราวแนวเดียวกันตลอด คือแนวที่คาดหมายให้ชีวิตของคนเป็น "ปกติสุข" ซึ่งคนดูละครจะคุ้นเคยและคิดไปเองว่าชีวิตมันจะต้องเป็นไปเช่นนั้น
การยึดติดและเชื่อถือเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้ผู้คนเจ็บปวด เช่น ครอบครัวไหนมีไม่ครบพ่อ แม่ ลูก ก็เจ็บปวด หรือว่าถ้าใครแก่แล้วยังไม่มีครอบครับก็เจ็บปวด สำหรับผู้ชายยังไม่เท่าไร แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว ถ้าอายุสัก 30 ปีแล้วยังหาสามีไม่ได้ก็จะขาดใจตายให้ได้แล้ว เพราะมัวยึดติดเรื่องราวแบบละคร
ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ละคร แต่มันเป็นทิศทางความคิดของคนทั้งโลก ที่เห็นกันในหนัง เพลง หนังสือ ฯลฯ ถือได้ว่านี่คือเรื่องราวของทั้งโลกเลย (NARRATIVE)
จุดนี้ทำให้ดิฉันคิดถึงหนังเรื่อง AMERICAN BEAUTY หนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่พวกโพสต์โมเดิร์นิสต์สะใจมาก เพราะมันเล่นกับ "เรื่องราว" นี้ได้แรงมาก ว่าแต่ละคนต้องทนเสแสร้ง เพื่อให้ชีวิตดู "ปกติ" และ "มีความสุข"
ถ้าจะมองแบบศาสนาพุทธ ก็เปรียบได้กับเรื่อง EMPTYNESS ที่จะช่วยทำให้คนเราปลงได้ ในขณะที่ "เรื่องราว" (NARRATIVE) ทำให้คนเราหลงคิดว่ามันมีอะไรบางอย่างอยู่ และพอใครบางคนไม่มี ไม่เป็นแบบนั้น ก็ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณผิดปกติไป
ไม่เคยมีใครตั้งคำถามมาก่อนเลยว่าการมี เรื่องเล่า หรือ NARRATIVE นั่นต่างหากที่เป็นสิ่งที่ผิดปกติ เนื่องจากที่ผ่านมา มีอำนาจอะไรบางอย่างปกคลุมโลกเราอยู่ และมาคอยบอกว่า "ความจริงมันเป็นเช่นนี้" และ "คุณควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้"
ถ้าเราลองมองโลกแบบโพสต์โมเดิร์นิสม์ดูเสียบ้าง คือเลิกเชื่อเรื่องราวเหล่านี้ เพราะโลกของเราไม่ใช่โรงละคร ชีวิตแต่ละคนไม่ได้เดินไปตามบท ที่ว่าต้นเรื่องเป็นแบบนี้ เดินเรื่องแบบนี้ จบเรื่องเป็นแบบนี้ สรุปว่า HAPPY ENDING และ "ปกติสุข"
โพสต์โมเดิร์นิสม์ ทำให้การจัดแบ่งหมวดหมู่ผู้ชายผู้หญิงหายไป ความแตกต่างระหว่างผู้ชายผู้หญิงไม่มีอยู่ ความเชื่อเรื่องสิทธิถูกลบ การศึกษาหาความรู้โดยมีผู้ชายเป็นศูนย์กลางถูกตั้งคำถาม เรื่องราวในหนังละครถูกมองเป็นเรื่องไร้สาระและไม่ควรนำมาใส่ใจ ฯลฯ
ผู้หญิงที่เข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ก็น่าจะรู้สึกดึขึ้นกับชีวิต อย่างไรก็ตาม คงต้องรออีกนาน ที่จะให้สังคมไทยโดยรวมก้าวมาถึงจุดนี้

***

ดวงฤทธิ์ บุนนาค
ผมไม่ใช่พวก POST-MODERNIST

คำว่า "โพสต์โมเดิร์น" ถือว่าเป็นตราบาปของวงการสถาปัตยกรรม อย่าได้ไปบอกว่าสถาปนิกคนใดเป็นพวกโพสต์โมเดิร์นิสต์ เขาจะโกรธคุณเอาได้ง่าย ๆ
ผมเริ่มได้ยินคำนี้ ตั้งแต่ช่วงที่ผมยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย อาจารย์ผู้สอนได้ยกตัวอย่างตึกอัมรินทร์พลาซ่าหรือโซโก้ ว่าเป็นงานในแนวนี้ที่เด่นชัดที่สุด ซึ่งแม้แต่ตัวผู้ออกแบบเอง ในยุคนั้นก็ออกมายอมรับอย่างชัดเจนว่ามันเป็นโพสต์โมเดิร์น
ตึกโซโก้ ENCODE ภาษาสถาปัตยกรรมในอดีตที่มีภาพของความยิ่งใหญ่เข้าไป เสาดอริกทำให้ตึกนั้นดูยิ่งใหญ่ ในขณะที่ตึกนั้นไม่ใช่โบสถ์วิหารโบราณ แต่เป็นออฟฟิศและศูนย์การค้า ถือเป็นการอาศัยภาษาของสถาปัตยกรรมในอดีต มาทำให้ตึกในปัจจุบันดูน่าสนใจหรือดูว่ามีความหมายอะไรแฝง
พวกโพสต์โมเดิร์นิสต์จะต่อต้านสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น เพราะว่าเขาเห็นว่ามันช่างจืดชืดเย็นชา ไม่มีชีวิตชีวา เขาก็จะนำเอาชีวิตกลับคืนมาให้สถาปัตยกรรม
ในช่วงปีพ.ศ. 2530-2531 กระแสความคิดเรื่องนี้มาแรงมากในประเทศไทย แต่ก็เป็นที่นิยมกันอยู่เพียงระยะสั้น ๆ ทุกคนในยุคนั้นอยากจะเป็นโพสต์โมเดิร์นิสม์กันหมด ในขณะที่ในรั้วมหาวิทยาลัย ผมถูกสั่งสอนมาแบบโมเดิร์นิสม์ เช่น FORM FOLLOW FUNCTION หรือว่า LESS IS MORE

พอมีกระแสโพสต์โมเดิร์นิสม์เข้ามากระแทก ว่าที่เราสอนที่เรารู้กันมานั้นมันผิดหมด เด็กรุ่นผมก็สับสนกันพอสมควร ไม่รู้จะเชื่อทางไหนดี
หลังจากกระแสนิยมสถาปัตยกรรมแบบโพสต์โมเดิร์นิสม์จางไปไม่นาน ต่อมาก็มีพวก DE-CONSTRUCTIONISM ขึ้นมาอีก สถาปนิกกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลมาจากวรรณกรรมของ จาค ดาริดา ชาวฝรั่งเศส
สิ่งที่สถาปนิกนำมาใช้ ไม่ใช่ที่เนื้อเรื่องของวรรณกรรม แต่อยู่ที่วิธีของวรรณกรรมนั้น เช่นเรื่องโครงสร้างมีการซ้อนทับกัน โครงสร้างแยกออกจากกัน มีความเลื่อนไหล แต่ก็ดึงดูดยึดโยงกันอยู่ ถือเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ปฏิเสธการรับรู้แบบตรงไปตรงมาของมนุษย์ คุณไม่ได้เห็นมันอย่างที่มันเป็น และสิ่งที่คุณเห็นก็ไม่ใช่อย่างที่มันเป็น
กระแสความนิยมดีคอนสตรักชั่น เริ่มต้นที่งานนิทรรศการของฟิลลิปส์ จอห์นสัน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปีพ.ศ.2531 และมันกระแสนี้ก็ลามเข้ามาในเมืองไทยประมาณพ.ศ.2533-2534
โพสต์โมเดิร์นิสม์และดีคอนสตรักชั่นมีความเหมือนกันหลายจุด และมีบางจุดที่ต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือโพสต์โมเดิร์นิสม์ใช้รูปแบบของสถาปัตยกรรมในยุคคลาสสิกมาบิดเบือนทำใหม่ เช่นโรมัน กรีก บาโรค แต่ดีคอนสตรักชั่นใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมของโมเดิร์นมาบิดเบือนทำใหม่
ในขณะนี้ คำว่า "ดีคอนสตรักชั่น" ก็เริ่มกลายเป็นคำที่มีความหมายในแง่ลบแล้ว เช่นเดียวกับคำว่าโพสต์โมเดิร์น สถาปนิกทั่วไปมักจะไม่อยากให้ใครมาเรียกเขาว่าเป็นพวกดีคอนสตรักชั่นนิสต์ เพราะมันเชยและดูน่ากลัว เพราะตึกที่สร้างแบบดีคอนสตรักชั่น มันแปลกเกินไป ดูไม่มั่นคง ไม่สวยงาม
กระแสความนิยมดีคอนสตรักชั่นนั้นมาเร็วและไปเร็วกว่ากระแสโพสต์โมเดิร์นมาก จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีตึกอาคารใดในประเทศไทย ที่ดูเหมือนว่ามีเค้าโครงความคิดแบบดีคอนสตรักชั่นอยู่เลย ต่างจากกระแสโพสต์โมเดิร์นที่มาและก็ไป แล้วก็ทิ้งตึกอัมรินทร์พลาซ่าเอาไว้ให้เราดูต่างหน้า ที่สี่แยกราชประสงค์
ทุกวันนี้ แม้แต่ลูกค้าของผม ที่เข้ามาติดต่อให้ออกแบบตึกให้ เขาก็ไม่ได้ขอให้ผมทำงานแบบโพสต์โมเดิร์นิสม์ให้ ถึงแม้ว่าตอนนี้คำว่าโพสต์โมเดิร์นิสม์มันจะได้รับการกล่าวถึงในสาขาแวดวงอื่น ๆ อย่างกว้างขวาง และยิ่งถ้าเป็นเรื่องดีคอนสตรักชั่นด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีใครอยากกล่าวถึงเลย
เพียงแค่เปิดรูปตึกที่มีเสาโรมัน หรือแบบบ้านที่เอียง ๆ จะล้มมิล้มแหล่ กระจัดกระจาย เหมือนจะถล่มลงมา ผมสงสัยว่าจะมีคนไทยคนไหนที่รับได้บ้าง
หลังจากยุคดีคอนสตรักชั่นมา ยังไม่ปรากฏมีกระแสความนิยมแนวทางอะไรมาใหม่ มาจนถึงทุกวันนี้ กระแสโมเดิร์นิสม์ยังคงครอบงำคนทั้งโลกอยู่ และคงเป็นไปเช่นนี้อีกนาน
กระแสโมเดิร์นิสม์เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และครอบงำจิตใจผู้คนลงไปอย่างล้ำลึก ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างช่างราบเรียบ สะอาดตา ทุกอย่างเป็นเรขาคณิต รูปทรง เสากลม ผนังแบนเรียบ มุมฉาก ฯลฯ
กระแสโมเดิร์นิสม์เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการประหยัด เพราะเป็นยุคหลังสงครามโลก ที่โลกกำลังเร่งฟื้นฟูตัวเอง และเร่งการผลิตแบบอุตสาหกรรม
ในขณะที่โพสต์โมเดิร์นิสม์กับดีคอนสตรักชั่น เกิดขึ้นพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนเริ่มเบื่อโมเดิร์นิสม์เต็มที ก็เลยมองหาเรื่องราวที่จะทำให้สถาปัตยกรรมมันน่าสนใจ มีสีสันขึ้นมา
วงการสถาปัตยกรรมเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และต้องการ INPUT ใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และโพสต์โมเดิร์นิสม์และดีคอนสตรักชั่นก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เวิร์ก พวกเราได้ก็เลยจุดนั้นไปแล้ว
เรากำลังรอ "สิ่งใหม่" อยู่นี้ เราก็รู้ดีว่าทุกคนเบื่อโมเดิร์น อีกทั้งโพสต์โมเดิร์นิสม์กับดีคอนสตรักชั่นก็กลายเป็นตราบาปไปแล้ว มันจึงเหมือนเป็นสภาวะ "สูญญากาศ"
ระหว่างนี้เราก็เลยเอาโมเดิร์นิสม์มาเคี้ยวให้ละเอียดขึ้น หรือลองหาวัสดุใหม่ ๆ ฯลฯ ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรากำลังค่อย ๆ พินิจพิเคราะห์โมเดิร์นอย่างละเอียด ซึ่งจุดนี้ก็เป็นผลพวงหรือมรดกที่โพสต์โมเดิร์นิสม์และดีคอนสตรักชั่นทิ้งไว้ให้
สถาปัตยกรรมเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีและสังคม เพราะว่าพอเทคโนโลยีมาทำให้สังคมเปลี่ยน ผู้คนเปลี่ยนแปลงตาม ทำให้เกิดความต้องการแบบใหม่ และสถาปัตยกรรมก็ต้องทำงานสนองความต้องการนั้น
เท่าที่ผมมองเห็นแนวโน้มในปัจจุบัน ก็น่าจะเป็นเรื่อง VIRTUAL ARCHITECTURE คือสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ต ใน CYBERSPACE
อย่างตอนนี้ที่เราใช้อินเตอร์เน็ต ก็เห็นว่าเป็นเพียงแค่เบราเซอร์และหน้าจอแบน ๆ แต่อีกหน่อยถ้าอินเตอร์เน็ตพัฒนาต่อไป จนกลายเป็น VIRTUAL REALITY เช่นมีแว่นตาใส่แล้วเห็นเป็นโลกเสมือน 3 มิติ เวลาไปช็อปปิ้งตอนนี้เราต้องเดินทางไปที่อาคารของศูนย์การค้า แต่ต่อไปเราก็เข้าไปใน VIRTUAL REALITY
ในโลกเสมือนนี่มันก็ต้องมีการออกแบบสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้เองที่สถาปัตยกรรมแนวใหม่จะถือกำเนิดขึ้น ในที่นี้จะไม่มีข้อจำกัดด้านวัสดุก่อสร้าง ไม่มีข้อจำกัดด้านรูปแบบ หรือทางวิศวกรรม มันจะเป็นสถาปัตยกรรมในอีกมิติหนึ่ง
ลักษณะของหุ่นยนต์รุ่น T1000 ในภาพยนตร์เรื่อง TERMINATOR 2 เป็นสิ่งที่คนในวงการสถาปัตยกรรมพูดถึงกันมาก กล่าวคือรูปทรงที่โค้งกลมกลึง ลื่นไหล เงาวาว
ลักษณะแบบนี้อาจจะเป็นแนวโน้มใหม่ของสถาปัตยกรรมในยุคหน้า ที่เราจะไม่ต้องมาคุยกันเรื่องของเสา คาน ฉาก สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ฯลฯ อีกต่อไปแล้ว

***

ไม้หนึ่ง ก. กุนที
POST-MODERNISM กับสุนทรียะของกวี

ไปก่อน !! เดียวเดี่ยวโดด โพสต์โมเดิ้น
เดิร เดิร เดิร สู่ข้างหน้าแบบถอยหลัง
การเติบโตที่หนึ่งเดียวกับปรักพัง
ย่ำยังอนาคตอันเก่าแก่
แบบว่า หัวเราะทั้งน้ำตา
ไร้การประเมินค่าที่เที่ยงแท้
ล่วงทิศเลยทางรานกระแส
ไม่เสมอ และไม่แพ้ชนะ
ลูกไม้ผุดตรงเหง้าโคตร โพสต์โมเดิ้น
เสื่อมจำเริญบนมายาและสัจจะ
ไม่เป็นสักขั้วเสี้ยวสภาวะ
ไม่จำแนกอิสระและจองจำ
บรรทัดฐานเดิมระทด พสต์โมเดิ้น
ตีบตัน เคอะเขิน และครรลองซ้ำๆ
สะพรั่งพร้อมผู้โดดเดี่ยว ไม่ตามไม่นำ
เพียงกล่าวคำขอพรสู่นิพพานเทอญ ฯลฯ

(มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 18 เมษายน 2543 ปีที่ 20 ฉบับที่ 1026)

มีเพื่อนบางคนมาบอกว่า ผลงานเขียนของผม เป็นไปแนวทางของพวกโพสต์โมเดิร์นิสม์ ทั้งทางด้านฉันทลักษณ์และด้านความคิด ซึ่งถ้าผมจะเป็นโพสต์โมเดิร์นิสต์จริง ๆ อย่างที่เขาว่ากัน ผมก็เป็นไปโดยธรรมชาติ และไม่รู้ตัวมาก่อน
ในทางฉันทลักษณ์ ผมก็ถูกกลุ่มอนุรักษ์นิยม มาบอกว่างานของผมไม่ใช่ "กวีนิพนธ์" เพราะมันไม่ตรงกับกฎเกณฑ์ฉันทลักษณ์ที่มีอยู่ ผมก็รู้สึกไม่ค่อยชอบใจนักกับกระแสที่มาว่ากล่าวแบบนี้ เพราะผมคิดว่างานของผมก็มีความงามของมันอยู่
ผมเป็นคนเขียนกวีที่เรียนภาษาไทย เรียนวรรณคดี เรียนศิลปะ และผมเคยทำงานตามแนวทางฉันทลักษณ์มาแล้วเยอะแยะในยุคแรก ๆ แต่ผมมาคิดทบทวนว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นข้อจำกัดในการนำเสนอ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ต่อต้านจนถึงขนาดที่ไปเขียนกลอนเปล่า เพราะผมยังคิดว่าฉันทลักษณ์มันยังมีความงามทางศิลปะอยู่
พอทบทวนแล้ว ผมก็กลายเป็นพวกกลาง ๆ ไม่เอียงไปซีกใดซีกหนึ่ง คือถ้าเขียนให้คล้องจองได้ ผมก็ทำ ถ้าเขียนให้คล้องไม่ได้ผมก็ไม่ทำ ผมเห็นความงามของเดิม และผมก็เห็นความงามแบบของผม
ในส่วนเนื้อหาของงานกวีของผม มักจะเป็นเรื่องราวธรรมดาทั่วไปใกล้ ๆ ตัว ผมเขียนเรื่องราวจำพวกนี้มานานมาก ตั้งแต่ในสมัยที่คนทั่วไปเชื่อว่ากวีจะต้องเขียนถึงแต่เรื่องอุดมคติ ความใฝ่ฝัน
มีคนอยู่จำนวนมาก มองว่าชีวิตประจำวันของมนุษย์สามัญ หยาบกระด้าง มีแต่บริโภค ขับถ่าย สังวาส นิทรารมย์ ไม่มีความงามขนาดที่จะนำเขียนกวี หรือไม่ต้องนำมาศึกษาอะไรเท่าไร แต่ผมก็เอาเรื่องพวกนี้มาใส่ในงานกวีที่ต้องการจะนำเสนอ
ผมคิดว่าไม่ควรจะปล่อยให้ใครมากำหนดว่าศิลปะจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ตามนั้นแล้วจะไม่ใช่งานศิลปะ เพราะว่าความงามมันมีอยู่มากมายทั่วไป แล้วแต่ว่าเราจะนำมาเสนอหรือไม่ และอย่างไร
โดยส่วนตัวของผมเอง ก็ไม่ได้อ่านทฤษฎีหรือหนังสือเกี่ยวกับโพสต์โมเดิร์นมากนัก ผมคิดว่าพวกโพสต์โมเดิร์นคือพวกที่ทบทวนของเดิม ถอยกลับไปก่อน แล้วเริ่มต้นเดินใหม่ แล้วก็เหลียวมองสองข้างทางให้ละเอียด ว่าเราเคยมองข้ามอะไรบ้าง
พวกโมเดิร์นิสต์จึงเสียเปรียบตรงที่ว่าคนลงมือไปแล้ว ยุคสมัยของความทันสมัยมันมีมานานมากนับร้อยปี และทุกวันนี้ ยังก็มีอีกหลายปัญหาที่พวกทันสมัยนิยมมันตอบไม่ได้ คนรุ่นใหม่ ๆ ก็เลยเริ่มไม่ค่อยเชื่อ พวกโพสต์โมเดิร์นิสต์ก็เลยโชคดีกว่า ตรงจุดที่ว่ามันมาทีหลัง และเอาโมเดิร์นมานั่งทบทวนว่าตรงไหนไม่ดี

กับวิธีที่กลับตาลปัตร
เพราะติดขัดตีบตันวิถีเก่า
ตื่นตระหนกมิยินยอมจะอับเฉา
เป็นสุดยอดขังหงอยเหงาใต้เพดาน
แม้เริ่มต้นด้วยการที่ถูกล่อลวง
สุดท้ายล่วงไปสู่การผสาน
รูปธรรมจริงเกิดจากจินตนาการ
ผลักดันสังขารแบบขวางโลก
เป็นเพียงติดกับความหลังอันซึมซึ้ง
"การสูญเสีย" อันดับหนึ่งของความโศก
ปลดไม่ปล่อยร้อยผันผวนตรวนวิโยค
บางวาระจะตระหนกอกฟั่นเฟือน
แต่กลับเกิดวิถีที่มาใหม่
บรรจุไว้ทั้งความเหมือนและไม่เหมือน
ประหนึ่งดั่งวิปริตและบิดเบือน
แต่ขับเคลื่อนออกมาอย่างทบทวน

(มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 11 เมษายน 2543 ปีที่ 20 ฉบับที่ 1025)


ผมคิดว่ายังมีกวีคนอื่นอีกมากมายที่มีแนวทางแบบโพสต์โมเดิร์น แต่เขาก็ไม่รู้ตัวและก็ไม่ได้สนใจอะไร อาจจะมีงานของเขาบางชิ้นที่เป็นโมเดิร์นิสม์ บางชิ้นเป็นโพสต์โมเดิร์นิสม์ ผสม ๆ ปนเปกันไป เช่นเดียวกับงานของผมเอง
ในช่วงหลัง ๆ มา ผมเริ่มอ่านเรื่องพวกนี้เยอะขึ้น งานที่ออกมาบางส่วนจึงออกมาด้วยความตั้งใจจะให้เป็นโพสต์โมเดิร์นิสม์ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมคิดว่า ในช่วงแรก ๆ ที่ผมไม่รู้ตัว ผมทำงานได้ดีกว่า แต่พอรู้ตัวแล้วก็ดี คือได้ย้อนกลับมาดูตัวเอง
ผมเชื่อว่า คนเรามันไม่ชัดเจนนะ กวีแต่ละคนก็ต้องผสมผสาน มีบางส่วนในตัวเองเชื่ออย่างหนึ่ง และก็มีอีกบางส่วนในตัวที่เชื่ออีกอย่างหนึ่ง มันแล้วแต่ว่าจะมีความแจ่มชัดในด้านที่แต่ละคนเลือกออกมานำเสนอมากกว่า
อย่างเช่นบุคลิกของผม ก็ไม่เหมือนกับที่คนทั่วไปคาดหวังไว้ว่า กวีนิพนธ์คือชีวิตทั้งชีวิต บางคนเขียนกวีอย่างเดียว แล้วบอกว่าเขาเป็นกวี
แต่ผมเป็นพ่อค้าเป็ดย่างอยู่ที่จังหวัดนครปฐม และก็เขียนกวีไปพร้อม ๆ กัน เพราะผมคิดว่าชีวิตแบบนี้ดี ตรงที่ได้แสวงหาความผสมผสานสอดคล้องให้กับความสับสนปนเปของการใช้ชีวิต มีบางครั้งที่ผมอยากจะเลิกทำเป็ดย่าง แล้วก็มานั่ง ๆ นอน ๆ เขียนกวีอย่างเดียว ซึ่งผมก็ทำไม่ได้ เพราะรู้สึกไม่ค่อยมีอะไรเขียนและก็อยู่ไม่ได้ด้วย แต่ถ้าให้ผมค้าขายอย่างเดียว ผมคาดว่าน่าจะรวยกว่านี้ไปแล้ว แต่ชีวิตมันก็รู้สึกขาด ๆ อะไรไป
อัตตลักษณ์ของคนมีความหลากหลาย ไม่ใช่หนึ่งเดียว และไม่หยุดนิ่งด้วย การดำเนินชีวิตตามอุดมคติอย่างเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้
ไม่เหมือนพวกโรแมนติกที่เขาเดินตามความฝันตามอุดมคติ แต่พวกนี้มักจะมองแบบเหรียญด้านเดียว ซึ่งเหรียญอีกด้านหนึ่งถูกอำพรางเอาไว้ และเขาก็ทำเป็นลืม ๆ ไปว่ามันมีอีกด้านหนึ่ง
คนอ่านหนังสือบางคน มักจะมาพูดว่า เวลาอ่านหนังสือแล้วหลงใหลคนเขียนมากเลย แต่พอมาเจอตัวแล้วผิดหวัง เพราะว่าไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ นี่คือปรากฏการณ์เกี่ยวกับคำถามต่อเรื่อง "ความจริง"
สังคมให้คุณค่ากับอุดมคติบางอย่างสูงเกินไป เขาเชื่อในเรื่องเล่าเดิม ๆ เขาเชื่อในหนังสือ และเขาเชื่อว่านี่คือความจริง นี่คือทั้งชีวิต

ต่อต้านหรือการกระทำอันคร่ำครึ
หัวเราะหึๆ ให้แบบแผน
ขงจื๊อสร้างเปลือกพอกบนแก่น
ชิงชังผู้แนบแน่นพิธีกรรม
มองโลกเป็นโศกมากกว่าสุข
พลัดพรากสิ่งที่รักหนักทุกข์ช้ำ
ก้ำกึ่งเส้นกลาง ธรรม อธรรม
เพลงขลุ่ยหยกยิ่งตอกย้ำโศกาอาดูร
เจนจบสรรพศิลปศาสตร์
แสดงออกอย่างเกรี้ยวกราดและเฉียวฉุน
คล้ายๆ ไร้เมตตาและการุณย์
แต่ลึกๆ สนับสนุนผู้ทำดี
เพราะแอนตี้สังคมที่เป็นไป
และเลือกเดินในอีกสายวิถี
ควบคู่การกล่าวขวัญสดุดี
คือติฉินนินทาเป็นภูตร้าย

(มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 9 พฤษภาคม 2543 ปีที่ 20 ฉบับที่ 1029)

***

วิชญ์ พิมกาญจนพงศ์
POST-MODERNISM กับความจริงที่เหนือจริง

แนวคิดของพวกโพสต์โมเดิร์นิสต์ มีความเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อรูปแบบและปรัชญา ของการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสมัยใหม่ (NEW MEDIA) ซึ่งได้แก่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต
จากข้อเขียนที่มีชื่อว่า SIMULACRA AND SIMULATIONS อันเป็นที่มาของแนวคิดที่เรียกว่า "เหนือจริง" (HYPERREALITY) โดย JEAN BAUDRILLARD นักเขียนและนักปรัชญาร่วมสมัยชาวฝรั่งเศส ที่ถือได้ว่าเป็นนักคิดแนวโพสต์โมเดิร์นคนสำคัญ
แนวคิดของ BAUDRILLARD กล่าวถึง :
"ความจริง" ที่อยู่ "เหนือความจริง"
"ความจริง" ที่เกิดจากการไหลท่วมท้นของ "ภาพและสัญลักษณ์"
"ภาพและสัญลักษณ์" ที่เข้ามาทดแทน "ความจริง"
ต่อจากนี้ไป คนเราจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือ "ความเป็นจริง" อะไรคือ "ภาพลักษณ์" คนเรากำลังจะมอง "ภาพลักษณ์" ว่าเป็น "ความจริง" เนื่องจากการไหลท่วมท้นและอ้างอิงต่อ ๆ กันมาของ "ภาพลักษณ์" ด้วยกันเอง

นิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ...
ในยุคก่อนModern (classical, myht period)... การโกหกเป็นสิ่งไม่ดี
ในยุคModern... สัญลักษณ์ต่างๆที่แฝงไว้ในนิทาน... เด็กหมายความว่าอะไร แกะหมายความว่าอะไร
Postmodern... ไม่มีหมาป่ามากินแกะอยู่"จริง" เด็กเลี้ยงแกะหลอกได้แม้กระทั่งคนแต่งนิทาน

ภาวะดังกล่าวสร้างคำถามย้อนกลับมาหาเราว่า อะไรคือความเป็นจริง ความเป็นจริงมีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียง"ภาพลักษณ์" หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ความจริงที่อยู่เหนือความจริง ก็อาจมองได้อีกแง่ว่า มันคือความจริงในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งทั้ง 2 ความจริงนี้ คือ "ความจริง"เหมือนๆ กันเพียงแต่มีรูปแบบที่ปรากฎออกมาในลักษณะที่แตกต่างกันเท่านั้น
ในคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เราจะค้นพบว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับแนวคิดดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว CYBERSPACE ก็คือภาวะ HYPERREALITY นั่นเอง
ความจริงใน CYBERSPACE ถูกกำหนดขึ้นโดยสัญลักษณ์ต่างๆ ทั้งในเชิงคณิตศาสตร์และศิลปศาสตร์ การท่องไปในความจริงดังกล่าวนี้ เรียกได้ว่าเป็นภาวะที่เกือบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงดั้งเดิมหลงเหลืออยู่เลย เราเพียงแต่อ้างอิงความเป็นจริงบางส่วนที่เราถูกทำให้คุ้นเคยกับมันเท่านั้นเอง
ทัศนะคติของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อ CYBERSPACE ก็คือ มันเป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่อยู่เหนือความเป็นจริง ทั้งนี้เพราะเราใช้ "โลกทางกายภาพ" เป็นสิ่งอ้างอิง
แต่หากเราลองมามองย้อนกลับดูบ้าง กล่าวคือมองจาก CYBERSPACE มาสู่โลกทางกายภาพ เราก็จะพบว่า โลกทางกายภาพ ก็มีความเป็นไปเฉกเช่นเดียวกับโลกใน CYBERSPACE เช่นกัน
กล่าวโดยสรุปก็คือ ขณะนี้เราได้ก้าวเข้าสู่สภาวะที่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถแยกแยะได้แล้ว ว่าอะไรคือ "ความจริง" ระหว่างโลกทางกายภาพ และโลก CYBERSPACE
ในผลงานศิลปะของผมเองส่วนใหญ่ ใช้แนวคิดที่ได้กล่าวมาข้างต้น วิธีของการเทียบเคียง (JUXTAPOSITION) ความเป็นจริงของความเป็นจริงสองแบบ โดยกำหนดสภาพแวดล้อมและสิ่งอ้างอิงที่อยู่ระหว่างความเป็นจริงทั้งสองนี้ เพื่อให้ผู้ที่รับรู้ได้ตอบสนองและพิจารณาความเป็นจริงทั้งสองแบบพร้อมๆ กัน
การตอบสนองที่กระโดดข้ามระหว่างขั้วของความเป็นจริงสองแบบนี้ จะนำมาซึ่งความเข้าใจว่า "ความจริง" ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ หาได้แตกต่างกันไม่ เพราะว่ามันต่างก็เป็นเพียงแค่การอ้างอิงต่อสภาพแวดล้อม
"ความจริง" ใดๆ ก็ตามล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับวิธีการและสภาพแวดล้อมที่เรา "รับรู้" มากกว่า
การสิ้นสุดของ "ความจริง" ที่เกิดมาจากการไหลท่วมท้นของ "ภาพลักษณ์" ในบริบทของแนวคิดที่เรียกว่าโพสต์โมเดิร์นิสม์นี้ หากมองโดยทั่วไปแล้ว อาจเรียกได้ว่าการล่มสลายของแนวคิดและตรรกะพื้นฐานของมนุษย์ชาติ
แต่หากเรามองมันในอีกด้านหนึ่ง ลองนึกถึงภาวะของอนาคตอันใกล้ที่เราไม่สามารถที่จะเชื่อในสิ่งที่เรารับรู้ได้อีกต่อไป ในนัยหนึ่งมันเป็นการเริ่มต้นของการพัฒนาที่จะทำให้เราลอยอยู่เหนือการยึดติดทั้งในภาพลักษณ์และในความเป็นจริง
และหากเราลองนำความคิดร่วมสมัยของชาติตะวันตกดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ มาเปรียบเทียบเข้ากับคติความเชื่อทางตะวันออก เช่นศาสนาพุทธ และวิถีแห่งความเป็นไทย ฯลฯ
เราจะพบว่า แนวคิดนี้มีความสอดคล้องต้องกันอย่างน่าสนใจมากทีเดียว โดยที่ชาวตะวันตกเรียกมันว่า "สัญลักษณ์" แต่ว่าชาวตะวันออกอย่างเรา ๆ เรียกมันว่า "อัตตา"
โพสต์โมเดิร์นิสม์มองเห็นถึงปัญหาของ "สัญลักษณ์" ในขณะที่พุทธศาสนามองเห็นถึงปัญหาของ "อัตตา"

***

ภูมิกมล ผดุงรัตน์
POST-MODERNISM ปรากฏให้เห็นรอบๆ ตัวเรา


โพสต์โมเดิร์นิสม์เป็นเรื่องพูดถึงกันทั่วไปในเมืองนอก ถ้าเรียนในมหาวิทยาลัย ระดับชั้นปี 1-2 เขาก็สอนกันเป็นเรื่องปกติทั่วไป เหมือนกับเราคุยกันเรื่องรถติด การเมือง ศาสนา
สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า "ทันสมัย" หรือ "โมเดิร์นิสม์" คืออะไร ก็จะไม่เข้าใจว่า "หลังทันสมัย" หรือ "โพสต์โมเดิร์นิสม์" คืออะไร เพราะสองสิ่งนี้คู่กัน อันหนึ่งเกิดก่อน อีกอันเกิดตาม เพื่อมาขัดแย้งกันเอง
โมเดิร์นิสม์เกิดขึ่นมาพร้อมกับอุตสาหกรรม เป็นแนวคิดและมุมมองต่อชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม ในมุมมองของชนชั้นกลาง ในขณะที่โพสต์โมเดิร์นิสม์คือการมองในมุมของชนชั้นกลาง ที่เห็นข้อบกพร่องของชนชั้นตัวเอง
โพสต์โมเดิร์นิสม์ก็ถูกนำไปกล่าวถึงในหลายแขนง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ศิลปะ สถาปัตยกรรม สังคมวิทยา ฯลฯ และที่น่าปวดหัวที่สุดก็คือ ในแต่ละแขนงเขาก็พูดถึงโพสต์โมเดิร์นิสม์ในแง่มุมและรายละเอียดที่แตกต่างกัน
เช่นถ้าในเรื่องสถาปัตยกรรม ในมุมของโมเดิร์นจะมองว่าการใช้งานมาก่อนรูปแบบ (FORM FOLLOW FUNCTION) แต่พวกโพสต์โมเดิร์นิสต์ จะย้อนกลับไปที่ยุคโบราณ เอาเสาหินกลับมาใช้ใหม่ เพราะเขามองว่ารูปแบบมีความสำคัญกว่าการใช้งาน
หรือถ้ามองเรื่องศิลปะ เช่นรูปวาดหรือภาพถ่าย โมเดิร์นกลับมองว่ารูปแบบต้องมาก่อน แต่สำหรับพวกโพสต์โมเดิร์นิสม์จะมองกลับทิศกลับทางของพวกโมเดิร์นิสต์อีกเช่นกัน
งานศิลปะของพวกโพสต์โมเดิร์นิสม์นี้ ก็จะมุ่งที่การวิพากย์วิจารณ์ของเก่า หรือหยิบของเก่ามาทำใหม่ งานที่ทำใหม่จะน้อยมาก เช่นอาจจะหยิบโปสการ์ดสักใบมาถ่ายซ้ำ โดยที่ไม่ต้องไปจ้างนางแบบอะไรมาแล้ว โดยที่พวกโพสต์โมเดิร์นิสต์ให้เหตุผลว่าถ่ายของใหม่ไปก็เท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วการทำแบบนี้ ก็เหมือน ๆ กับมีน้ำเสียงของการประชดประชันอยู่ด้วย
สำหรับผมเองผมชอบใช้แนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นิสม์ มองในแง่สังคมวัฒนธรรมด้วย เพราะผมคิดว่าความทันสมัยหรือโมเดิร์น เป็นเพียงแค่ "อุดมคติ" ที่เราอยากให้โลกทั้งโลกเป็นแบบนั้นแบบนี้
เราทุกคนต่างคิดไปเองว่า ถ้าทั้งโลกมันทันสมัยได้หมด เราจะมีความสุขมาก ทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ แบบแผน ถูกต้องแน่นอน แต่สำหรับพวกโพสต์โมเดิร์นิสต์จะเข้าใกล้กับความเป็นจริงของชีวิตมากกว่า คนเราเริ่มรู้แล้วว่าโลกเราไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่โมเดิร์นอยากให้เป็น

ผมว่าในกรุงเทพฯ ของเรานี่ก็มีภาพของโพสต์โมเดิร์นิสม์อยู่ และคนกรุงเทพฯ ต่างก็เป็นโพสต์โมเดิร์นิสต์กันแบบไม่รู้ตัวกันเสียด้วย
มองไปง่าย ๆ เดินออกไป เห็นแม่ค้าส้มตำไก่ย่าง มองไปอีกทางเห็นร้านเสื้อผ้าแฟชั่น มองไปอีกทางเห็นรถวิ่งไปวิ่งมาเสียงดังควันพิษ แล้วก็มีรถเก๋งราคาหลายล้านใหม่เอี่ยมแล่นมา มองขึ้นไปเห็นตึกสูง 30-40 ชั้น
พอเปิดทีวีเห็นรายการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย แต่คนพูดใส่ชุดสากล ถ้าจะถามว่าความเป็นไทยที่แท้จริงคืออะไร เราต่างก็ตอบไม่ได้แล้ว เราจำไม่ได้แล้วว่าเป็นอย่างไร
พอเปิดไปดูละครทีวีที่เป็นละครย้อนยุค หรือละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เห็นเขาแต่งตัวกันเป็นลิเกเลย ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความเป็นไทยของจริง แต่เราก็เชื่อไปเป็นไทย
เมื่อวัฒนธรรมตะวันตกแพร่เข้ามา ทำให้เด็กวัยรุ่นใจแตกใส่สายเดี่ยว เราก็บอกว่าโป๊เกินไป แต่พอย้อนไปดูย่าหรือยายของเรา ยุคนั้นเขาใส่ผ้าแถบ ผ้าถุง โป๊พอกัน หรือบางคนไม่ใส่เลย ก็ยิ่งโป๊กว่าอีก ซึ่งเราก็ต้องมาดูรายละเอียดของบริบทของสังคมอีก ว่าแต่งตัวแบบนี้ในสมัยนี้มีความหมายว่าอะไร
อีกทั้งการที่เราใส่เสื้อปิดมิดชิดกันทุกวันนี้ ก็ไม่ใช้ความเป็นไทยที่แท้จริงอีก แต่เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากยุควิคตอเรียน ที่แพร่เข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่เน้นเรื่องศีลธรรม จริยธรรม ซึ่งเราก็มาคิดกันไปว่าความเรียบร้อยคือความเป็นไทย
เพียงแค่เรื่องใกล้ ๆ ตัวเหล่านี้ ก็ทำให้เราสามารถมองเห็นกรุงเทพฯ ในมุมมองโพสต์โมเดิร์นิสต์ได้แล้ว ว่าทุกอย่างช่างขัดแย้ง สับสน ปนเป และหักมุม แต่กลับมาอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ และเราก็คุ้นเคยกับมันเสียด้วย
มันแย่ตรงที่โพสต์โมเดิร์นิสม์เป็นเพียงแนวคิด ไม่ใช่บทสรุปหรือวิธีการหาคำตอบของคนที่เข้ามาศึกษา ในขณะที่โมเดิร์นิสม์ยังมีความพยายามที่จะให้คำตอบและทางออก ดังนั้นพวกโพสต์โมเดิร์นิสต์จึงมักถูกมองว่าเป็นพวกขวางโลก มองโลกในแง่ร้าย และเคร่งเครียดเกินไป
นิตยสาร DEFY ของเรา ที่จั่วหัวไว้ว่า "ART AND POSTMODERN LIFE STYLE เกิดขึ้นมาจากความคิดที่ต้องการจะประชดตัวเอง
เริ่มมาจากตั้งแต่ตอนแรกที่เรามารวมกลุ่มกัน และวางแผนจะมาทำหนังสือ VISUAL ART ดี ๆ สักเล่ม พอเริ่มทำไปสักพักหนึ่ง เนื้อหาในเล่มก็ขยายออกไป เรื่องราวหลากหลาย ปนเปจนดูเหมือนมั่วไปหมด ในบางครั้ง สปอนเซอร์ก็มาบอกให้เราทำคอลัมน์โน้น คอลัมน์นี้ เพื่อรองรับกับสินค้าของเขา
พวกเราจึงต้องพยายามจะทำให้ทุกอย่างในเล่มนี้ อยู่ร่วมด้วยกันได้ และก็ไม่ให้มาตีกันนัวเนีย ผมก็เลยพูดไปในที่ประชุมว่า "เฮ้ย มันโคตรโพสต์โมเดิร์นเลยหว่ะ" เปิดมาหน้าหนึ่งเป็นเรื่องชาวเขา เปิดไปอีกหน้าหนึ่งเป็นเรื่องประเทศอังกฤษแล้ว มันหักมุมและหลากหลายสุด ๆ

ในตอนเริ่มต้นที่จะเราคิดทำนิตยสารเล่มนี้ เราคิดกันอย่างพวกโมเดิร์น กล่าวคือคิดเป็นระบบ จัดหมวดหมู่ รวมกันเข้าไว้ ในตอนท้ายที่สุด เราก็เลยมาเปลี่ยนแนวคิดใหม่ คือสร้างเอกภาพที่ขัดแย้งในตัวเอง
"โพสต์โมเดิร์นิสม์" เป็นนามธรรม แล้วแต่การตีความของแต่ละบุคคล ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่มีความหมายอะไรมากนักก็ได้ และกระแสมันอาจจะเริ่มซาไปแล้ว ตั้งแต่ปีค.ศ. 1990
ในปัจจุบันนี้ ผมว่าเราอาจจะกำลังก้าวมาถึงยุค "หลังโพสต์โมเดิร์น" ซึ่งเป็นยุคที่มีแนวคิดแบบเปิดอิสระมากที่สุด ผสมผสานสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่โพสต์โมเดิร์นิสม์สร้างเอาไว้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 80 และทิ้งเอาไว้ให้เรา
ถ้าเป็นนักวิชาการ มาเห็นคำว่าโพสต์โมเดิร์นบนหน้าปกของเรา เขาก็อาจจะหัวเราะ และรู้ว่านี่มันกำลังล้อเลียนตัวเองอยู่บางอย่าง หรือสำหรับบางคนก็อาจจะคิดว่าคำ ๆ นี้มันยังเท่ห์อยู่
ดังนั้นการใช้คำโพสต์โมเดิร์นิสม์ในหน้าปกนี่มันมีหลายความหมายแฝงอยู่อีกด้วย แต่เราก็ไม่อยากให้คำว่า "โพสต์โมเดิร์นิสม์" ย้อนกลับมาจำกัดตัวเราเอง อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า จุดเริ่มต้นของคำนี้ในนิตยสาร "DEFY" คือการล้อตัวเอง
โดยส่วนตัวของผมเอง คิดว่าโพสต์โมเดิร์นิสม์ไม่ใช่สัจจธรรม แต่เป็นแค่แนวคิดแนวหนึ่งเท่านั้นเอง และถ้ามีใครมาบอกว่าผมคือโพสต์โมเดิร์นิสต์ ผมก็บอกว่าผมไม่ใช่ แต่ผมเพียงแค่เข้าใจว่ามันคืออะไร อีกทั้งผมก็เข้าใจมันบางส่วน ซึ่งผมว่าไม่มีทางที่ใครจะเข้าใจมันได้ทุกซอกทุกมุมอย่างลึกซึ้ง
posted by - wit - 7/18/2000 2:30:37 PM

7.13.2000

"สูตรการคิด.... และ intoduction to deconstruction "
"สูตร"
เขียนอย่างนี้เดี๋ยวก็ตามกันมาเป็นพรวนหรอก
ฮาฮา
posted by b Vis 7/13/2000 8:03:41 AM


Powered by Blogger