มายา
The way to practice your lives is to live and the way to begin is to do so ...begin e-for-teen

Guestbook
This page is powered by Blogger. Isn't yours?
Tuesday, September 04, 2001
วันนี้เรียนมาราธอนมากเลย

เริ่มจากวิชา BACKGROUND FO ENGLISH LITERATUER
ให้ทายสิว่าเริ่มเรียนกี่โมง tick-tock จ้างให้ก็คงไม่มีใครทายถูก
ไม่ใช่ 9 ไม่ใช่ 8 แต่มันเป็น 7 ใช่แล้ววันนี้ฉันเริ่มเรียน 7 โมงเช้า
7 โมงเช้าที่แค่จะแยกหนังตาให้มันถ่างออกจากกันก็ถือเป็นเรื่อง
อันสาหัสแต่ฉันต้องตื่นขึ้นมาเรียนหนังสือ

สามชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนนั่งหลับ ^_________^
จากนั้นก็มีเรียนวิชาวิทยุโทรทัศน์ต่อแต่วิชานี้ต้องขอ บาย เพราะ
มีธุระด่วนของคุณแม่ต้องไปจัดการ ว่าแล้วฉันก็บึ่งรถไปโรงพิมพ์
รับ - ส่ง ตรวจตรางานให้แม่ก่อนจะกลับมาตั้งตัว - ตั้งใจทำการบ้าน

การบ้านยังไม่ทันเสร็จแต่ฉันสลบเหมือดอยู่บนหมอนอย่างเด็ก
น้อยหลังเล่นซนไปแล้ว

รู้ตัวอีกทีอ้าว จะบ่ายสามแล้วหรือนี่!! ไม่มีเวลาสำหรับอะไรมากนัก
ฉันลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวไปเรียนวิชาสาธารณมัติ
เฮ้อ...เรียนไปคุยไป แอบอ่านหนังสือบ้าง โดนเรียกตอบให้ตกใจ
อยู่สองสามหนจากนั้นวิกฤตแห่งสมองก็ผ่านพ้นไป

บอกตามตรงว่าฉันน่ะมันพวกสมองช้า อยู่ดีๆมาโดนคำถามให้คิด
หนักๆก็ได้แต่เอ่อ แต่เอ้อไปเท่านั้น ฟังดูเหมือนจะแก้ตัวแต่ก็คือ
ความจริงนี่นา...

จบวิชาสาธารณมัติเพื่อนๆแยกย้ายกันไปกินขนม นม เนย หรือจะ
เป็นดินเนอร์มื้อใหญ่ก็สุดรู้เพราะสิ่งที่ต้องรับรู้คือ "ต้องไปเรียน
วิชา BACKGROUND ฯ ต่อ" ให้ตายเถอะ

นั่งฟังบ้างไม่ฟังบ้างจนถึงทุ่มครึ่งแล้วเสียงสวรรค์ก็ประทานลงมา

ขอบคุณค่ัะอาจารย์ แหมปล่อยก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมง เฮกันลั่น
ห้องก็คราวนี้นี่เอง

นี่แหละหนึ่งวันของฉัน วันที่เรียน(รึเปล่าหว่า) มาราธอนถึงใจ



Saturday, September 01, 2001
วันนี้ฝนไม่ตก
ฟ้าไม่สดใส
ลมพัดใบไม้ไกว
ลมหายใจยังคงเดิม.......


Saturday, August 25, 2001
ไชโยในที่สุดก็สอบมิดเทอมเสร็จเสียทีหลังจากยืดเยื้อมานาน
เทอมนี้เหลือวิชาที่ต้องสอบมิดเทอมอยู่แค่ 4 วิชาแต่แม่เจ้า
ฉันยื้อยึดกับหนังสือเรียนมากว่าเดือนแล้ว ใช่ทั้งรายงานอีก
เฮ้อ... สนุกสนานเสียจริง

ช่วงนี้แม้จะสอบเสร็จแล้วแต่งานก็ไม่ได้หมดลงยังคงมีมาให้
ได้ฝึกสมองประลองปัญญาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเดี่ยว - กลุ่ม
คู่ผสม หรือกระทั่งผสมโรงไปเอี่ยวกับเขาเพราะความอยากก็
ตาม

การบ้านมากมายมารุมเร้าแต่เอ๊ะดูตัวเองก็ยังว่างๆแฮะแล้วจึง
ได้สำรวจตัวเองว่าเดี๋ยวนี้ได้กลายเป็นค้างคาวตาขาวคือนั่งตา
วาวทำอะไรต่อมิในไรในช่วงกลางคืนแทนที่จะเป็นกลางวัน
เหมือนคนปกติเขาไปเสียแล้ว

วันวันนึงของคนเรายังไม่เท่ากันแล้วอย่างนี้จะให้คิดให้ทำอะไร
เหมือนกันคงจะยาก ว่าแล้วก็ขอตัวไปใช้ชีวิตตามวิถีของฉัน
ต่อไปก่อนแล้วกันนะจ้ะ แล้วค่อยมาพบกันใหม่ หุหุหุ

^_________________________^



Thursday, August 16, 2001

ชีวิตคนอยู่ติดทะเลนี่มันหนีไม่พ้นทะเลจริงๆ ไม่ว่าจะสุข ทุกข์
ทะเลเท่านั้นที่จะได้รับรู้...อย่างฉันที่อยู่บางแสน ฉันไม่เคยสัง
เกตมาก่อนเลยว่าผู้คนได้พากันมาทิ้งอะไรไว้ที่นี่มากมายจน
เมื่อเพื่อนคนนึงเอ่ยทักขึ้นในวันที่ตัวเองได้นำเรื่องทุกข์ใจมา
ทิ้งกับทะเล

“แกว่าวันนึงๆมีคนมาเล่าอะไรให้ทะเลฟังบ้าง(วะ)”

“ใครจะรู้แต่ที่แน่ๆวันนี้มีแกมาเล่าเรื่องอกหัก”
ฉันพูดทีเล่นทีจริง

“ขอบใจนะที่ย้ำ” สายตาเพื่อนยังคงทอดไกลไปที่ขอบฟ้า

“เอาเถอะว้า…ก็รู้อยู่แกใจว่าใครเป็นคนผิด ยอมรับมาเอง
แล้ว… ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะใจแข็งกับแกได้นานหรอก อย่า
ทำอีกแล้วกัน” ฉันสรุปเอาดื้อๆว่าเดี๋ยวทุกข์ของเพื่อนก็คง
หายไปเพราะเธอคนนั้นคงไม่ใจร้ายกับเขานาน

“แกไม่รู้จักเขาเหมือนฉัน เขาเป็นคนใจแข็ง….เหมือนแก”

สายตาของเราทั้งคู่ยังทอดยาวไปที่ขอบฟ้า สองใจต่างหาก
ที่ประสานรู้ความหมายแห่งนัยของประโยคนั้น

ความเงียบเขามาครอบคลุมบริเวณ สายลมพัดพลิ้วเสียงคลื่น
กลับแจ่มชัด เราต่างนิ่งเงียบแสดงตนในฐานะผู้ฟังเรื่องราวที่
ทะเลเห่กล่อมบ้าง ระรอกแล้วระรอกเล่า

ก่อนจะกลับเราต่างแอบเก็บขยะบางชิ้นกลับมาเพื่อเป็นการ
ผ่อนภาระของทะเล ฉันไม่รู้ว่าเขาเก็บอะไรมาบ้างแต่ฉันรู้ว่า
ฉันเก็บเขาเอาไว้ที่เดิม ที่ที่ไม่เคยมีใครเอื้อมถึงแม้แต่ฉันเอง



Wednesday, August 01, 2001
หอยนางรมเป็นปุ่มเป็นปมอยู่ตามซอกหิน
หอยนางรมเป็นปุ่มเป็นปมอยู่ตามซอกหิน
ทำยังไงล่ะจะได้หอยกิน เอ้า! ทำยังไงล่ะจะได้หอยกิน
เอา……………..หินแล้วจะได้กินหอย

………..คำตอบทะลึ่งทะเล้นมากมายจะถูกปล่อยออกมาเพื่อเป็น
การสร้างความสนุกสนานเฮฮาระหว่างกิจกรรมลูกเสือ วันนี้ฉันขับ
รถผ่านอ่างศิลาเพลงสนุกสนานเพลงนี้ดังแว่วขึ้นมาในความคิดอีก
ครั้ง ทำยังไงนะเขาถึงได้หอยมากิน???

ฉันจอดรถเข้าข้างทางเอาดื้อๆทำให้เพื่อนที่ไปด้วยกันออกอาการ
งงนิดๆ “แกจะทำอะไร” เพื่อนถาม ฉันไม่ตอบเพียงแต่เดินลงจาก
รถแล้วเข้าไปนั่งในเพิงร้านอาหารที่เปิดโล่งมีลมทะเลพัดผ่านตลอด
“จะรับอะไรดีค่ะ” เด็กในร้านเดินเข้ามาถามอย่างรู้หน้าที่ เพื่อน
ฉันเดินตามลงมาจากรถไม่หิวเท่าไหร่แต่สั่งข้าวผัดทะเลไปก่อน
จะเดินมานั่งที่โต๊ะแล้ว ฉันจึงบอกเด็กคนนั้นไปว่า
”ไม่ได้หิวแต่อยากรู้เรื่องหอยได้รึเปล่า” ทำเอาเด็กในร้านยิ้มขำๆ
แล้วบอกว่า “ถ้าอยากรู้เรื่องหอยต้องคุยกับพี่คนนั้นค่ะ แกเป็นคน
พื้นที่มีฟาร์มอยู่ตรงนี้” เธอว่าพลางชี้ไปยังชายกลางคนผิวคล้ำเจ้า
ของร่างท้วมนิดๆ ฉันเดินไปสวัสดีลุง ลุงมองมาแล้วยิ้มใจดี
“มีอะไรเหรอ”
“อยากรู้เรื่องหอยนางรมค่ะ” เพียงแค่นั้นลุงก็ชวนนั่ง เรียกเด็กคน
เดิมให้ยกน้ำมาเลี้ยงพวกเรา

ลุงเล่าให้ฟังว่าที่อ่างศิลามีการเลี้ยงหอยนางรมกันมานานแล้ว
เลี้ยงมาตั้งแต่สมัยลุงยังเป็นเด็กเรียกว่าโตมากับหอยก็ได้เพราะ
ที่ที่ลุงเลี้ยงอยู่นี้ก็เป็นที่ที่พ่อแม่ลุงจับจองเลี้ยงหอยนางรมมา
นานจนกระทั่งสืบมาถึงลุง แผงหอยที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นของ
คนพื้นที่เสียส่วนมากไม่ค่อยมีนายทุนที่ไหนมาลงทุนเรียกว่ายัง
เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนอยู่ เล่าไปลุงก็จะชี้ชวนให้เราเหลียว
มองเสาไม้ที่ปักเรียงรายอยู่ในทะเล

ขั้นตอนการเลี้ยงหอยนางรมนั้นไม่ยุ่งยากมาก สมัยก่อนใช้การ
วางหินเอาไว้ให้หอยมาเกาะแต่ปัจจุบันใช้การทำแผงหอย ฉันงง
กับคำว่าแผงหอยเพราะมองไปไม่เห็นจะมีแผงมีแต่เสาไม้ไผ่ปัก
อยู่ลุงจึงอธิบายต่อว่าแผงหอยก็คือแผงไม้ไผ่ที่มีลักษณะคล้าย
คานหลายๆอันมีไว้เพื่อนำเชือกที่ติดปูนเป็นข้อๆไปแขวนล่อเชื้อ
ให้หอยมาเกาะ ฉันจึงได้ถึงบางอ้อ

การเลี้ยงหอยนางรมนั้นไม่ต้องให้อาหารหรือดูแลอะไรเป็นพิเศษ
เมื่อมีหอยมาเกาะที่ปูนหรือตุ้มหอยแล้วก็เพียงแต่รอเวลาให้หอย
โตสักสิบถึงสิบเอ็ดเดือนจากนั้นก็สามารถเก็บหอยได้ ฉันชอบเวลา
ลุงเล่าถึงวิธีการให้ฟังเพราะลุงอยากให้ฉันเข้าใจทุกขั้นตอนจึงทำ
ท่าประกอบไปด้วยเรียกว่าแทบจะพาฉันไปดูการทำจริงๆเลยทีเดียว

ข้าวผัดถูกยกมาวางอยู่หน้าเพื่อนสาวที่เหมือนจะเงียบไปฉันจึงชวน
ลุงทานข้าวด้วยกันลุงบอกเกรงใจแต่ฉันกลับรู้สึกเกรงใจลุงมากกว่า
ถ้าลุงจะไม่ยอมทานข้าวกับฉัน ฉันจึงสั่งไข่เจียวหอยนางรมกับข้าว
ผัดมาเพิ่มอีกสองที่ ระหว่างรออาหารลุงก็เล่าถึงเรื่องการเก็บหอย
นางรมให้ฟังต่อ

การเก็บหอยนั้นต้องรอเวลาน้ำลงเพราะฉะนั้นพื้นที่ที่จะเหมาะแก่การ
เลี้ยงหอยนางรมจะต้องเป็นชายหาดที่มีน้ำขึ้นสุด – ลงสุด คือเวลาน้ำ
ขึ้นจะต้องขึ้นจนมิดแผงหอยไม่อย่างนั้นหอยก็จะไม่เกิดเวลาลงก็ต้อง
ลงจนถึงพื้นไม่อย่างนั้นก็จะเก็บหอยไม่ได้ นี่เองที่ทำให้อ่างศิลาเป็น
พื้นที่ที่เหมาะสม

เวลาเก็บหอยก็ใช้การจ้างแรงงานท้องถิ่นเรียกว่าจ้างคนกันเองนี่แหละ
มาช่วยๆกัน ถือเป็นการกระจายรายได้ทางหนึ่ง ซึ่งการเก็บหอยนั้นไม่
ต้องมีอุปกรณ์อะไรมากเพียงใช้มีดตัดเชือกออกมาจากไม้เท่านั้นแหละ
เมื่อได้หอยมาเป็นพวงก็จะส่งไปโรงงานแกะ ลุงบอกว่าให้มานั่งแกะ
เองคงไม่ไหวแล้ว ว่าแล้วฉันก็สงสัยว่าเวลากระเทาะหอยออกนั้นจะ
ยากเย็นสักแค่ไหน ถามลุงดูแล้วลุงก็บอกว่าไม่ยากเท่าไหร่แค่ใช้ค้อน
ทุบลงบนเห็กแหลมที่จ่ออยู่ตรงบริเวณตุ้มหอย ถึงตรงนี้ลุงก็ออกอา
การเสียดายเป็นหนักหนา บอกว่าฉันมาช้าไปหน่อยตอนนี้น้ำขึ้นแล้ว
ไม่อย่างนั้นจะให้ลองทำดู จะได้เข้าใจ

ตลอดการพูดคุยฉันเห็นแววตาที่เปี่ยมสุขของลุงอยู่ตลอดเวลาแม้การ
เลี้ยงหอยจะเป็นอาชีพที่ยึดเป็นอาชีพหลักฝากผีฝากไข้ไม่ได้ (นอก
จากจะเลี้ยงสักล้านเส้น) แต่ดูลุงจะรู้สึกดีเหลือเกินที่ได้เล่าเรื่องราว
การเลี้ยงหอยที่ดูธรรมดาแต่แฝงไว้ด้วยชีวิตให้ฉันและเพื่อนฟัง

ลุงบอกว่าการเลี้ยงหอยก็เหมือนฝากชีวิตไว้กับทะเลนอกจากต้องรอ
เวลาน้ำขึ้น – น้ำลงแล้ว ยังต้องคอยภาวะนาไม่ให้น้ำเสียเพราะถ้าน้ำ
เสียเมื่อไหร่หอยก็จะแย่ หอยนางรมนั้นยังดีกว่าหอยแมลงภู่เพราะ
หอยนางรมจะเพียงแค่ตัวลีบแล้วกลายสีคือไม่ขาวนวลน่ากินแต่จะมี
สีออกเป็นสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งขายไม่ได้ในขณะที่หอยแมลงภู่จะตายไป
เลย

อาหารถูกลำเลียงมาเกินกว่าที่สั่งเพราะมีทั้งหอยนางรมสดไข่เจียว
หอยนางรม กระเพรากุ้งและข้าวผัดฉันเลยถามคนเสิร์ฟอย่างสงสัย
คำตอบที่ได้ทำให้ฉันอิ่มใจจนอยากจะประกาศให้โลกรู้ว่าคนไทยนั้น
มีน้ำใจหนักหนา ดูสิฉันมารบกวนเวลาลุงแล้วลุงยังมาเลี้ยงข้าวฉันอีก
เมื่อเรื่องราวกลับตาลปัตรอย่างนี้ฉันเกิดเกรงใจขึ้นมาเลยพยายาม
กวาดให้เกลี้ยงจานทุกอย่าง มื้อนี้ฉันอิ่มทั้งใจอิ่มทั้งกาย หอยนางรม
รสเลิศเกิดขึ้นอย่างนี้นี่เอง เกิดจากน้ำใจคน



Tuesday, July 24, 2001
สิ่งที่ฉันมีให้เธอ...ก็ไม่รู้ดีเพียงไหน
แต่สิ่งที่เธอต้องการจากฉัน... ดั่งวันนั้น ฉันให้ไม่ได้
เว้นว่าเธอจะยอมเขเ้าใจ....
เฮ้อ....น้ำมูกไหล.....


Saturday, July 21, 2001
เจ็บคอ......ไอมาก
ปวดหัว.....หัวหนักๆ
หนาวๆ.....ร้อนๆ

เมื่อวานซืนตากแดดมากไปหน่อย เดินถ่ายรูปงานวันเปิดกีฬา
เทา-ทองที่มหาวิทยาลัย ผู้คนมากมายอย่างเช่นทุกปี ปีนี้มีอะไร
พิเศษนิดนึงนั้นคือหลังจากที่มีการแสดงของกองเชียร์และเชียร์
ลีดเดอร์ของคณะต่างๆแล้วมีการแสดงดนตรีของชมรมดนตรีสากล
จากนั้นตามด้วย"พรู"

การแสดงของกองเชียร์ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีกฎใหม่ออก
มาว่าห้ามใช้ท่าเดิม ซึ่งคณะฉันทุกปีจะใช้ท่าสืบต่อกันมาปีนี้พวก
พี่หลีดเลยได้คิดมากกว่าปกติ

ปีนี้โชคดีมีกล้องบังหน้า ถือโอกาสแทรกตัวเข้าไปได้ถึงหน้าสุด
คณะศิลปกรรมศาสตร์ยังคงใช้ท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์โดยไม่
สนใจกฎใดๆทั้งสิ้น ทุกปีคณะศิ-กำ จะมีคนมุงดูมากที่สุดอย่าง
นี้เสมอ ปีนี้เป็นปีแรกที่ฉันได้เห็นการแสดงเต็มๆ อิ่มเลย

คณะอื่นๆอีกห้าคณะฉันไม่ขอกล่าวถึงมาถึงเรื่องการแสดงดนตรี
เลยแล้วกัน "วงสี่จตุรหม้อ" ร้องนำโดยติ๊ก ผู้ชายที่มีเสน่ห์อยู่ใน
ตัวเอง จริงๆแล้วติ๊กไม่ได้ชื่อติ๊กแต่เพราะหน้าไปมีส่วนคล้าย
ติ๊ก ชีโร่ เพื่อนจึงให้ชื่อนี้มาตั้งแต่ม.ต้น แต่ติ๊กไม่ไดเหมือนแค่พี่
ติ๊ก ชีโร่ แต่ติ๊กยังมีจมูกเหมือนพี่โน้ต อุดมอีกต่างหาก ลองนึกหน้าติ๊ก
ดูแล้วกัน ว่าจะออกมาน่ารักขนาดไหน ^__^

อ้วนมือเบส อ้วนเป็นคนที่มีชื่อขัดแย้งกับตัวเองโดยสิ้นเชิง ชื่ออ้วน
แต่ตัวจริงผอมแห้งมาก เอกลักษณ์อีกอย่างของอ้วนคือสีผิวที่ดำดี
ไม่มีสีอื่นตกเจือปน แต่ถึงอย่างไรอ้วนก็ยังยืนยันว่าเข้มแบบนี้สิมีรสชาติ...

ณัฐมือกลอง ณัฐเป็นคนผอมที่ตีกลองได้หนักแน่นเหลือกำลัง
และทุกครั้งที่วิญญาณนักดนตรีเข้าสิง ณัฐจะโชว์ลีลาได้สุดเหวี่ยง
เรียกว่าได้มันกันทุกที บางทีมันขนาดไม้กลองหักก็มีมาแล้ว นี่แหละ ณํฐ

และสุดท้ายชาติ ชาติเป็นมือกีตาร์ที่ไม่มีกีตาร์เ)้นของตัวเอง แต่ด้วย
ความสามารถบวกกับพรสวรรค์ ชาติให้ฝึกทางจิตและเล่่นจริงบ้างเป็น
ครั้งคราว เมื่อเขาทั้งสี่มารวมตัวกันก็มีแต่เรื่องมันๆฮาๆให้ได้เห็นเสมอ

ส่วนการแสดงของพรูจะเป็นอย่างไร เอาไว้ค่อยมาติดตามกันต่อไปนะจ้ะ



วันฝนพรำอย่างนี้อยากออกไปเดินเล่นตากฝนจัง ตั้งแต่วันที่ได้พบเขา คำว่าฝนก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยคิด ฉันชอบใช้เวลากับการอยู่ตัวคนเดียวเป็นส่วนใหญ่
ชอบไปซื้อของคนเดียว…
เดินดูงานศิลปะคนเดียว…
เที่ยวคนเดียว…
หลายครั้งที่ใครหลายคนถามฉันว่าไม่เหงาบ้างเหรอ
ฉันตอบได้ทันทีว่า “ ไ ม่ ”
แล้วพอวันนึงขณะที่ฉันกำลังหลบฝนอยู่ใต้ชายคาร้านอาหารอย่าเซ็งๆ เพราะใครๆก็พากันมาหลบฝนอยู่ใต้ชายคาอันคับแคบนี้เขาก็เดินเข้ามาถามฉันว่า
“ ออกมามาเดินเล่นด้วยกันไหม ? ”
สิ่งที่ฉันทำได้ในเวลานั้นคือยืนนิ่ง งง เขาพูดกับฉันเหรอคือสิ่งที่อยู่ในสมอง
แล้วขาฉันก็พาร่างออกมายืนตากฝน มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
ก็แค่เปียก ถึงยังไงฉันก็เปียกอยู่ไม่น้อยแล้ว แล้วฉันจะทนอึดอัดอยู่ใต้ชายคานั้นอีกทำไม
“ ขอบใจ ” ฉันไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากคำนี้แล้วฉันก็เดินจากเขามา
เขาไม่ได้พยายามที่จะเดินตาม แต่เขาตะโกนบอกฉันว่า
“ถ้าไม่อยากเดินเล่น ให้ผมเดินจริงจังเป็นเพื่อนก็ได้นะ”
คราวนี้ฉันหันไปส่งยิ้มให้เขาแล้วบอกกับเขาว่า “ ฉันชอบเดินจริงจังคนเดียว ขอบคุณอีกครั้ง ”
“ไม่เป็นไร”
ฉันเดินต่อไป โดยไม่มีใครกวน ไม่บ่อยหรอกที่จะได้พบคนง่ายๆที่เข้าใจกัน
ตั้งแต่วันนั้นสายฝนช่างน่าสัมผัสเหลือเกินสำหรับฉัน