Wild Gun
 

 
thought and something else
 
 
   
 
7.29.2001
 
ตัวเองต้องเลือกเอง

เติบโตมา ใช้ชีวิตมาก็นานพอควรบนโลกมนุษย์ใบนี้
มีเรื่องราวมากมายเข้ามาท้าทายปัญญาของมนุษย์ก้อนเล็กๆก้ือนนี้
จริง ว่าคนเราเกิดมามีปัญญาไม่เท่ากัน ไม่ได้เป็นพหูสูตร
แต่ปัญญา มันฝึกฝนสั่งสมกันได้
เอาแค่พอจะพาตัวรอด แค่ไห้พ้นปัญหา ความทุกข์
บางทีัไม่ต้องเป็นปราชญ์ ก็สามารถทำได้

บัว ต้องใช้เวลาเติบโต
บางครั้งก็ต้องผ่านสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวยต่อการเติบโต
บัวที่แข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะพ้นจากตมและน้ำ
ขึ้นมาชูช่อไสวให้โลกของเราสวยงาม

ขณะอยู่ใต้น้ำ มันก็ไม่ได้สวยงามอะไรมาก
ก็เหมือนชีวิตคนเราที่มีเรื่องร้ายๆผ่านเข้ามา
แต่ชีวิตของเรา เราเลือกเองได้ไม่ใช่หรือ
เราสามารถจะเกิดใหม่ได้วันละหลายร้อยครั้งเสียด้วย
เกิดใหม่ทุกครั้ง เมื่อใจของเราได้หลุดพ้นออกมาจากทุกข์
ที่สำคัญทีสุด จึงเป็นใจของเรานี่เอง
ที่ต้องการจะทำให้ตัวเรารอดปลอดภัยหรือเปล่า

ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรพึ่งปัญญาและจิตใจของตัวเอง
นอกจากนี้ไปแล้ว ไม่มีอะไรช่วยเหลือเราได้เลย
ไปถามหมอดู ทายก็มาจากทฤษฤี
เลือกที่จะเชื่อและปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นทำไม
เลือกตัวเองดีกว่า
เลือกเองแล้ว ถ้ามันก็ยังแย่อยู่วันยังค่ำ
ก็ยังดี ที่ทุกอย่างมาจากตัวเราเอง
ไม่ใช่เพราะคนอื่นตัดสินใจให้

วันนี้ยังอ่อนแอ แต่เมื่อผ่านวันนี้ไปได้
พรุ่งนี้เราก็จะอ่อนแอน้อยลงกว่าเมื่อวาน
ต้องเลือกดู และต้องเลือกเอาเอง


10.19.2000
 
ฝันกลางวัน

เคยรู้สึกไหม?
เวลาที่ฟังเสียงเพลงจากเครื่องเล่นขนาดเล็ก
ที่มีหูฟังแนบอยู่ที่หู
เสียงเพลง เนื้อเพลงนั้นมันฟังแล้วเต็ม
อิ่มหู เลยลึกลงไปถึงใจ
หัวใจมันบีบตัว ตุ้บตั้บ
เหมือนเต้นรับเสียงเสนาะที่กำลังกระต้นบรรเลง
แล้วข้างในของเรา ก็จะเริ่มล่องลอย..หลุดไป..
ลอยไปตามเสียงดนตรีนั้น เนื้อเพลงนั้น
มิน่า..เคยเห็นเพื่อนเราพกเครื่องเล่นนี้ติดตัวเสมอ
จนจำได้ติดตา
ที่แท้เธอก็ชอบหนีไปที่โลกลึกลับของเธอนี่เอง

เมื่อก้าวเดินไปพร้อมมีเสียงเพลงนี้
อุปมาเหมือนตัวเราไปยืนเด่นอยู่ในที่โล่งกว้าง..โล่ง..
ไกล..สุดลูกหูลูกตาแสนไกล
และห้อมล้อมด้วยเสียงเพลง เหมือนอยู่บนสวรรค์
มีแต่ตัวเราเท่านั้น ที่ยืนโดดเด่นจังก้าอยู่
เป็นเจ้าของจิตใจของเราเอง ร่างกายของเราเอง
มีพลังเหลือเกิน ที่จะทำอะไรก็ได้ ไม่มีขอบเขต
เพราะอยู่ในสมองของเราเอง ในสมองที่กำลังตื่นอยู่ แต่ฝัน

ที่นั่น เรามักจะไปในที่ที่ใจส่วนลึกของเราจดจ่อ
ไปอดีต ไปอนาคต ไปในที่ที่เคยมีความสุข
ไปที่เหตุการณ์ ไปที่สถานที่
ไปที่ที่เรารู้ว่า ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจอีกแบบหนึ่งวันนั้น
วันนี้เราอาจไม่เป็นอยู่แบบนี้
ไปแม้ในที่ที่แอบซ่อนอยู่ลึกที่สุดในใจ
ไปเยี่ยมเยือน เพื่อรำลึกถึงสิ่งต่างๆ ในชีวิตที่เราย่างก้าวผ่านมันมา
หรือไปในที่ที่เป็นไปไม่ได้ เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น
และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ ชัดเจนเหมือนดูภาพยนต์
ความรู้สึกก็ชัด เหมือนเพิ่งเกิดขึ้น..

แต่ไม่นานเท่าไหร่ ก็ต้องตื่นจากโลกลึกลับของเรา
เปิดเปลือกตาภายในและภายนอก
มาเพ่งอยู่ที่ความจริงข้างหน้า..
แต่ไม่เห็นเป็นไร เพราะที่นั่นไม่มีใครกร้ำกราย
และรอคอยเราอยู่เสมอ

เสียงเพลงก็ค่อยๆ เงียบลงไป โน๊ตสุดท้ายก็จบลงไปเบาๆ

ขอแนะนำเพลงประกอบการบินหนีให้สวยงาม
เพื่อไปหลบภัยแห่งความจริงชั่วคราวที่ด้านหลังของศรีษะของท่าน
ด้วยอัลบั้ม eden, sarah brightman

จาก เด็กหญิงชอบบิน


10.9.2000
 
The Lovers on the Bridge (Les Amants du Pont-Neut-1991)

มันชอบจริงๆ เลยหนังเรื่องนี้ เลยอดไม่ได้ต้องเอามาพูดถึง หลังจากคิดหัวแทบแตกว่า อยากจะเขียนเรื่องอะไรดี
ก็เลยวนกลับมาที่เรื่องหนังอีก เพราะชอบดูหนังกะเค้ามาก

เป็นหนังผรั่งเศส ตั้งแต่ปี ๑๙๙๑ แต่เพิ่งจะได้ดูไม่นานมานี้เพราะเพิ่งเผยแพร่ที่อเมริกาเมื่อซักปลายๆ ปี ๑๙๙๙
เดาเอานะ นางเอกเธอคือ Juliette Binoche ดาราขวัญใจ ตัวเอกฝ่ายชายชื่อ Danis Lavant เพิ่งเคยเห็นแกหนแรกนี่แหล่ะ
เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้ดูหนังของพี่ฝรั่งเศสมากเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยชอบคนประเทศนี้เท่าที่ควร ฮีฮี่ พี่จูเลียทนี้
เธอเล่นหนังมาก็มาก แต่คนอเมริกันเธอเพิ่งจะรู้จักจูเลียทเมื่อไม่นานมานี้ จากหนังเรื่อง The English Patient
และจากงานประกาศรางวัลออสก้า ที่เธอได้รับจากสาขา ตัวแสดงสมทบยอดเยี่ยมฝ่ายหญิง ปี ๑๙๙๗

เรื่องย่อๆ ก็คือ มิเชล พบกับ อเล็กซ์ เริ่มรู้จักกัน และเริ่มรักกัน ทั้งสองเป็นคนจรจัดต้องมาอาศัยบนสะพาน Pont-Neut อะไรนี่
ที่เค้าว่ามันเป็นสะพานเก่าแก่มากที่ปารีส ที่ขณะนั้นกำลังอยู่ระหว่างบูรณะ ดูจะมีความสุขดีถึงแม้จะไม่มีทรัพย์สินติดตัว
วันหนึ่งมิเชลก็ได้ฟังวิทยุประกาศตามหาตัวเธอเพื่อมารับการรักษาดวงตาที่กำลังบอดมืดลงทุกวัน ทั้งสองจึงเป็นอันต้องจากกัน
แต่ในทีสุดก็จบแบบสวยงามภายหลัง ไม่ใช่เพราะปาติหารย์อะไร แต่เป็นเพราะการมองโลกแบบใหม่ของอเล็กซ์

หนังเรื่องนี้เธอก็ดำเนินไปเรื่อยๆ สไตล์ ฝาหรั่งเศส แถมเธอเป็น ดราม่า คือถ้าไม่ชอบดูดรามาก็คงหลับ ถึงแม้เธอจะดำเนินไปเนิบๆ
แต่กลับมีรายละเอียดเยอะจริงๆ จริงๆแล้วมิเชลเธอมีพื้นเพดี เป็นนักวาดรูปมีฝีมือ แต่เธอป่วยและกำลังจะเสียดวงตาไปหนึ่งข้าง
กอรปกับเธอเลิกรากับคนรัก จึงหมดหวังในชีวิด ตัวอเล็กซ์นั้นไม่มีจุดหมายในชีวิดอยู่แล้ว ใช้ชีวิตเร่ร่อน อาศัยนอนบนสะพาน
และอาศัยยาจากเพื่อนอาวุโสให้นอนหลับ คนจรจัดก็คนหมดหวังในชีวิตนั่นแหละ หมดหนทางหากิน หมดหนทางจะมีจะใช้
ไม่มีเงินจะกินข้าว ก็ต้องวิ่งขโมยเอามากิน

มันก็แปลก เมื่อมีความรักเกิดขึ้นที่ใด ที่นั่นก็เป็นสุข ถึงแม้ไม่มีบ้านต้องยึดเอาสะพานเป็นที่นอน ไม่มีข้าวจะกินต้องวิ่งราวหลอกลวงคนอื่น
ไม่มีอย่างที่คนธรรมดาเค้ามีกัน หน้าตาทางสังคม รถจะขี่ หรือเงินจะขึ้นรถเมล์ ก็มีความสุขได้ อเล็กซ์รู้ซึ้งถึงความสุขของความไม่มีนี้ดี
จึงไม่อยากจะให้มิเชลกลับไปสู่ชีวิตตามปรกติ จริงๆ ก็เป็นเพราะรักนั่นแหละ อยากจะให้อยู่กับตัวเองต่อไปแบบไม่มีๆ เพราะเดาเอาว่า
อเล็กซ์ คงจะต่อสู้ชีวิตมาในรูปแบบนี้มาจนชิน จนบางครั้งคงไม่อยาก หรือ ไม่กล้าจะอยากกลับไปมีชีวิตตามปกติอีก

ความหวังวิ่งแล่นกลับมาสู่มิเชลจนได้ ถึงแม้ว่าอเล็กซ์จะพยายามปิดบังอย่างไร ฉากที่อเล็กซ์ไปตามฉีกโปสเตอร์ที่ประกาศหาตัวมิเชล
ดูแล้วซึ้งๆดี เธอดูใสซื่อจริงใจ ทำอะไรตรงๆ อย่างที่อยากจะทำ แต่รู้สึกทำซื่อเสียจนได้เรื่องก็ตอนไปเผารถที่ขนโปสเตอร์จนต้องเข้าคุก
ในที่สุดมิเชลก็ไปผ่าตัดสายตา และทั้งสองแยกจากกันไป

ชีวิตมิเชลกลับสู่ภาวะปกติ มีชีวิตเหมือนคนอื่นๆ เป็นแฟนกับหมอตาที่รักษาเธอ และมีทุกสิ่งเหมือนเดิม ยกเว้นอิสระต่อพันธะทั้งปวง
อิสระต่อชีวิตตัวเองอย่างที่เคยมีเหมือนตอนร่อนเร่ และความรักที่จริงใจ ลืมเล่าฉากประทับใจโก๋ สองคนพากันไปเที่ยวชายหาด
วิ่งเล่นกันไปมา ตกดึกเธอก็คงจะมีเซ็กซ์กัน มิเชลเตือนอเล็กซ์ว่า อย่าลืมสิ่งที่ต้องทำนะ พลันอเล็กซ์ก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋า แน้..มีกระเป๋าด้วย
โทรมๆ ล้วงเอายาคุมออกมา ว่าแล้วก็ฉีกใส่ปาก ไอ้เราก็นึกว่ามันจะทึ่ม นึกว่ามันจะกินเอง เปล่า โรแมนติคกว่านั้น
เพราะเธอป้อนยาที่รักของเธอด้วยปากอีกที เอ๊อ..น่ารักเสียจริง พ่อหนุ่มจรจัด

ดูๆไปเหมือนมันไม่ลงตัวยังไงก็ไม่รู้ นึกว่าจะจบแบบแหว่งๆเสียแล้ว พลันมิเชลก็ไปเยี่ยมอเล็กซ์ในคุก ผู้ซึ่งรอคอยมิเชลอยู่เสมอ
และ เต็มไปด้วยความระทมทุกข์ ตอนแรกที่เจอก็ดูจะไม่มีความคิดที่ลงรอยกัน แต่แล้วมิเชลก็บอกอเล็กซ์ว่า
There’s nothing irreparable, Alex. Even the bridge is fixed. เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ ฟังแล้วถึงกับสะอึก
ชอบมาก อเล็กซ์ก็คงอึ้งเหมือนกัน และดูเหมือนจะคิดได้ขึ้นมาเชียวว่า เธอมีโอกาศที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ชอบจริงหนังเรื่องนี้ มันดูง่ายๆ
ตรงๆ และจริงใจ เป็นหนังดีถ้าชอบดราม่า

ทุกคนมีโอกาศที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งนั้น ขอแค่มีความหวัง

 
You are WRONG

It’s natural that people don’t like to be told that they’re wrong whether they’re wrong or not.
The reactions of being told that they’re wrong are possibly 3 ways, the first of which is getting angry.
Anger leads to getting back at the teller with killing words equally strong or even stronger,
and the situation will get worse as rationale tends to be getting rid of. The second way is
getting out of that situation with shame and frustration. The last way is that the listener
embraces that accusation. This last way rarely happens unless several conditions apply.
First, the listener is open-minded, calm, rationalized, and enthusiastic to improve herself.
Second, the teller is close friend, whereas the listener knows that she’s done this for good.

Most of the time, people know well that they’re wrong. Yet, they just don’t want the others
to tell at their faces out loud like that. It’s losing faces. However, when you have a friend,
you really want your friend to know that they’re wrong this time. I think there are several aspects to learn.
First, be sincere. Second, say it in private. Third, save it to your friends only.
Fourth, make sure she’s waiting to here or she asks for it. Last, even though the four earlier things are right,
be sure that she’s ready to hear. Anyway, it all depends on how high the friends’ ego is, too.

Imagine yourself being told that you’re wrong by a stranger or by a friend. What would you react to those?


9.23.2000
 
สะกดจิต

แหม!อย่าเพิ่งนึกว่ากำลังจะเขียนถึงใครไปสะกดจิตใครเพื่อล้วงเอาความลับดำมืดอะไรในใจออกมาอย่างนั้นเลย ที่จะเล่าถึงนี่ก็แค่การสะกดจิตตัวเองง่ายๆ เท่านั้น เคยอ่านหนังสือบางเล่มเล่าถึงเรื่องพลังแห่งจิตใต้สำนึกว่ามันมีพลังล้นเหลือแค่รอให้เจ้าของจิตใต้สำนึกใช้มันให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ก็ไม่ได้จะเขียนถึงเพื่อกล่าวชมหรือเชียร์ให้ไปหาหนังสืออ่านอีกนั่นแหละ แต่กำลังจะเล่าประสบการณ์จริงที่อาจจะมีประโยชน์สำหรับบางท่านต่างหาก

หลายคนคงเคยอกหักเจ็บช้ำเจียนตายร้องไห้สิบวันไม่หยุดกัน ตัวอะฮั้นเองก็เคยเป็น แหม!ครั้งแรกในชีวิตร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า เต่าตายไปเป็นหมื่นๆ ตัวก็ยังไม่หยุด เดือดร้อนเพื่อนๆ ต่างๆ นาๆ ยังคงจำกันได้ล่ะมัง มาครั้งที่สอง ร้องไห้ลดลงหน่อยแต่ก็ระทมทุกข์อยู่เป็นนาน ร้อนถึงเพื่อนๆ เหมือนเคย เอ๊อ!ยังไม่เข้าเรื่องอีกหรือนี่!

คือไอ้เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ความเจ็บปวดชอกช้ำที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดนี่แหละ (ล่ามากกก ประมาณหลายปีอยู่) มันก็รวดร้าวเสียจนงงว่า ทำไมเรามันถึงได้สภาพจิตใจอ่อนแอเยี่ยงนี้นะ? ตื่นมาก็เศร้า กินข้าวก็เศร้า ทำงานก็เหี่ยว เจอเพื่อนๆ ง้างปากให้หัวเราะออกมาได้ก็จริง แต่จิตใจภายในมันเศร้าเหลือเฟือ บางทีนั่งเป็นเบื้อใบ้อยู่เป็นนาน จิตใจนั้นลอยไปไกลเหลือเกิน ไปอยู่ที่ความหลังหรืออดีตนั่นแหละ บางทีเหมือนตัวเองเป็นนางเอกมิวสิค มีคนมากมายห้อมล้อม (เพราะไปเที่ยว) ทุกคนขยับเคลื่อนกายไปมา กล้องถ่ายอยู่ในมุมกว้างๆ มีเรายืนหัวโด่นิ่งเหมือนศพอยู่เป็นจุดเล็กๆ แล้วกล้องก็ซูมเข้ามาเน้นๆ เนื้อๆ ว่านังนี่ภายในมันวังเวงโหวงเหวงท่ามกลางเสียงอึกทึก ขอบอก! คนอกหักมักจะจำประสบการณ์นี้ได้

เข้าเรื่องเสียที ขออภัยพล่ามเกริ่นไปเสียเป็นชั่วโมง ตอนนั้นก็อ่านหนังสือไปนิดหน่อย ก็เออ.. ไม่ได้สนใจอะไร แต่เทินร์นิ่งพอยท์ (Turning point) วู้! ล่อฝรั่ง..มันมีอยู่ว่า อยู่ดีๆ ก็กระตุก..ในใจนึกขึ้นมาได้ว่า ทำไมเราถึงเศร้าอยู่ได้มานมนานนัก เราจมอยู่กับความเศร้าหมอง หัวใจเราอ่อนล้าเหลือเกิน (ได้สติแล้ว) เราเหนื่อยเหลือเกินกับหภาพแบบนี้ (สติมาเรื่อยๆ แล้ว) จะทำยังไงดีนะถึงจะหลุดพ้นความทุกข์โศกนี้เสียที (ฮ่า..เข้าทางแล้ว) ไม่ไหวแล้ว เราต้องหยุดมัน พอเสียทีน้ำตาและความเจ็บปวด (อันนี้เรียกว่าตัดสินใจแล้วและตั้งมั่นแล้วว่าจะทำมันให้ได)้ ใจจริงก็เชื่อมั่นในพลังของจิตใจอยู่แล้ว เชื่อว่าทุกอย่างจะสุขจะทุกข์นั้นอยู่ที่ใจเรา แต่ความดำมืดโศกสลดมันมัวปกคลุมจิตใจอยู่ มองไม่เห็นหรืออีกทีเรียกว่าไม่ได้สติ จริงๆ ก็รู้ๆ มั่งแต่ปล่อยไปไหนๆ ก็ไหนๆ เจ็บก็เจ็บให้มันถึงที่สุดแล้วกั๊น สุดแล้วเดี๋ยวก็ได้สติเอง แหม้!แต่มันนานเหลือเกิ๊น ภาคต่อมาก็คือตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้ว เอาวะ (ขออภัย นี่เป็นคำจริงที่ใช้ เดี๋ยวไม่ได้อารมณ์) พอกันที บอกตัวเองว่า “พอแล้ว ไม่เอาแล้ว ไม่นึกถึงอีกแล้ว” หลับตาปี๋เลยเพราะกลัวความเจ็บปวดมันจะไม่ไปไหน ช่วงนี้แหละที่เค้าเรียกกันว่าสะกดจิตตัวเอง ไม่ยาก ไม่ยาก อย่าเพิ่งถอยไป..เหมือนสมาธิ ทุกท่านอาจจะเคยลองๆ ทำกันมา สำเร็จไม่สำเร็จไม่ทราบ แต่อาจจะรู้หลักของมัน หลักง่ายๆ ที่ว่าก็คือ นำพาจิตใจของท่านพุ่งไปอยู่ที่จุดเดียว ใจมันพาล เชื่อสิ! จะออกนอกเรื่องอยู่เสมอ ไปงานเมื่อคืน เจอเธอ..ฮื้อ..ร้องไห้ ไปที่ทำงาน “ตายล่ะ งานยังค้างอยู่เลย” นี่เค้าเรียกว่าจิตฟุ้งซ่าน พอนึกขึ้นได้ “อ้าว ไหนไปนู่นล่ะ” ก็จูงมันกลับมาที่ “เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว พอกันที ไม่เอาแล้ว ไม่เศร้าอีกแล้ว ไม่นึกถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว” บอกตัวเองซ้ำๆ บอกมันเข้าไป กลไกในจิตใต้สำนึกของคนเรามันจะรับข้อความจากสมองของเรา หรือจิตสำนึก มีเรื่องตลกก็คือ ท่านจิตใต้สำนึก เค้าว่าเหมือนโคถึก* (เอ๊ะ เหมือนเราเลย) จะบอกท่านอย่างไร ท่านก็รับสารแบบนั้น พอท่านรับสารไปแล้ว ท่านก็มุ่งหน้าปฏิบัติตามสารที่จิตสำนึกสั่งเอาไว้ท่าเดียว ร่างกายและจิตใจคนเราก็จะตอบสนองคำสั่งของท่านต่อไป จะเปรียบก็เหมือนแม่สั่งให้กวาดพื้น ลูกก็กวาด กวาก กวาด แต่ในความเป็นจริงนั้น พ่อบ่นแม่เมื่อเช้าว่าสกปรก พ่อเป็นจิตใต้สำนึก แม่เป็นจิตสำนึก นางลูกเป็นตัวเราภายใน เฮ้อ! เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ยะ

การสะกดจิตตัวเองที่ว่าก็คือ การที่จิตใจของตัวท่านเองบอกตัวเองซ้ำๆ (เน้น..อย่างตั้งใจจะให้เกิดผล..อย่ามัวสักแต่พูดก็ไม่มีประโยชน์) บอกทุกครั้งที่จิตมุ่งออกนอกลู่นอกทาง (ในที่นี้คือความโศกเศร้า) บอกให้มันกลับมา “มา มา มาฟังชั้นสั่งใหม่ ไม่เอาแล้ว พอแล้ว ไม่เศร้าอีกแล้ว” บอกมันไปซ้ำๆ นั่นแหละ บอกไปย้ำไปสักพัก แล้วผลก็จะเกิด จิตใจท่านจะก้าวไปสู่ความสงบมากขึ้น ว่างเปล่ามากขึ้น และค่อยๆ แน่นิ่งในที่สุด ความโศกเศร้าคลายลง..เมฆหมอกสีดำจางลง ท่านก็จะระลึกได้ว่าชีวิตท่านมีอะไรรออยู่อีกมากมาย (ปัญญาท่านมาแล้ว)

เรื่องแปลกก็คือ เรื่องจิตใจ สมาธิ สติ จิตใต้สำนึกเทือกๆ นี้ คนไทยเรารู้มาเรียนมาตั้งแต่เล็กแต่ใช้ไม่เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ขออภัยไม่ชำนาญมากอย่างนั้น เพราะอะฮั๊นเป็นคาทอลิค บางท่าน ท่านใช้เป็น แต่ท่านไม่รู้ตัวว่าท่านกำลังใช้ สุดแล้วแต่เนื้อแท้ของจิตใจท่านด้วยนะขออธิบายต่อ บางท่านใจแข็งเด็ดเดี่ยวก็ทำง่ายแสนง่าย แค่ทำหน้าบูดเบี้ยว สะบัดก้นปรึ๊ดก็เสร็จแล้ว เรื่องบังเอิญที่บังเอิญเกิดกับอะฮั๊นก็คือ เป็นคนใจอ่อนเหมือนน้ำ เลยทำนานหน่อย ระทมทุกข์มาสามปี มาจบด้วยความตั้งมั่นของจิตตัวเองด้วยเวลาสามวัน

ขอให้ท่านลองตรองดูดีๆ อย่ามัวแต่ขำว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะถ้าท่านไม่รู้ว่าตัวเองมีพลังอำนาจในการจัดการจิตใจตัวเอง ใครจะมาช่วยท่านได้ จริงไหม ท่านโยมุ่ย

*แหล่งอ้างอิง
The power of your subconscious mind by Dr.Joseph Murphy
พลังจิตใต้สำนึก ทศยุทธ แปล พิมพ์ครั้งที่ ๗
หนังสือแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ก็ทำใจกับสำนวนหน่อยนะ

 

 
   
  This page is powered by Blogger, the easy way to update your web site.  

Home  |  Archives