Grave yard of the firefliesหรือสุสานหิ่งห้อยที่เราคุ้นเคยนั่นเอง
Animation ของญี่ปุ่นอีกเรื่องที่เรียก
น้ำตาได้อีกแล้วครับ
ความรักของพี่ชายน้องสาวที่สวยงาม
ความรักที่ไม่เดียงสาที่ไม่มีเรื่องอื่นมาเจือ
ความรักที่พี่มีให้น้องเมื่อขาดพ่อและแม่
ความรักที่น้องมีให้พี่เมือไม่มีใครอีกแล้วในโลก
รักได้แค่ไหน...
ก็ถึงกระทั่งตายไปแล้วก็ยังผูกพันกันอยู่ไงครับ
ฉากเริ่มต้น
"I died last night"
ผมตายเมื่อคืนนี้....
คิดมาได้อย่างไรคำๆนี้สะดุดหู
และเศร้าสร้อยอย่างที่สุด
ฉากเกือบสุดท้าย
พี่ชายนั่งมองท้องฟ้ายามค่ำคืน
เต็มไปด้วยหิ่งห้อยที่บินมาเยี่ยมเยียน
หลังจากที่เค้าเผาน้องสาววัยไม่ถึง 5 ขวบ
ของเค้าไปเพียงลำพังไม่มีงาน ไม่มีใคร
คิดได้อย่างไร
โลกนี้น่าเศร้า เพราะเมื่อสงครามยังโหดร้าย
เด็กๆก็เหมือนหิ่งห้่อยนั่นเอง
สวยงามแต่มีชีวิตเพียงสั้นๆ
มีชีวิตแล้วก็ตายลง
อย่างเงียบๆ
หนังเรื่องนี้ก็ต้องดูครับ
posted by yomui . at
12:04 PM
Love letter

หนังแนว romantic จากงานกำกับเรื่องแรกของ ชุนจิ อิไว
แม้จะเป็นงานแรกแต่ผมว่าอารมณ์ของหนังออกมาได้ไม่แพ้งาน
ของ Wong kar Wai เลยทีเดียวจะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่
ของ ชุนจิ นั้นทำออกมาได้สดชื่นกว่ามีความเป็นละครมากกว่า
การเล่าเรื่องโดยผ่านจดหมายนั้นเป็นส่วนช่วยให้ตัวหนังกระชับ
และสั้นไม่เยินเย้อ แนวหนังอย่างนี้มักจะต้องอาศัยเทคนิคการ
เล่าเรื่องที่รวดเร็วไม่ทำให้หนังขาดความน่าสนใจ เพราะโดยแท้
แล้วเนื้อหนังไม่ได้มีอะไรใหม่เลย
ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือการแสดงของ Miho Nagayama ที่เล่นเป็น
ตัวละครสองตัวในเวลาเดียวกัน ความสวย น่ารักไม่ได้บทบังความ
สามารถของเธอเลยจริงๆ แม้บทหญิงญี่ปุ่นนั้นไม่ค่อยสามารถใช้อารมณ์
ได้เต็มที่แต่เรื่องนี้ไม่ขัดเขินจริงๆทั้งสองบทบาท จนไม่นึกว่าเป็นนักแสดง
คนเดียวกัน
เรื่องที่อยากฝากไว้จาก Love Letter ก็คงไม่พ้นจากหนังสือเล่มนึง
ในเรื่องที่ชื่อว่า "The remembrance of lost things" หรือว่า
"ความทรงจำจากสิ่งที่ลืมเลือน"
romantic มากแค่ไหนลองหามาชมกันครับหนังปี 1995 นี่เอง
posted by yomui . at
1:55 PM

enemy at the gates
sniper หรือหน่วยแม่นปืน มีชื่อเสียงมากในช่วงสงคราม
โลกครั้งที่สอง อย่างที่เราได้เห็นในเรื่อง
Saving Private Ryan
เพิ่งกลับมาจากไปดูเรื่อง Enemy At The gate
ใครว่าเป็นหนังรักผมว่าเป็นเรื่องของชนชั้นมากกว่าครับ
เรื่องของความหลอกลวง หลอกใช้ อย่างที่ในหนังพูดถึง
การโฆษณาชวนเชื่อนั่นเอง
ถามว่าหนังดีไหม ดีมากครับชอบกล้อง ชอบมุมภาพที่เห็น
ชอบหลายๆอย่างที่เป็นองค์ประกอบข้างในเรื่องแต่...มัน
มีอะไรที่แรงไปหน่อย ครับ ใช่ใครจะบอกว่าภาพของหนัง
สงครามก็ต้องโหดร้ายสิ ใช่ครับ มันก็ควรแต่ที่เห็นเหมือนจะ
ให้เราเห็นความสะใจของการยิงระยะไกลมากกว่า
เขียนไปเขียนมาไปดูอีกรอบดีกว่าแฮะ
posted by yomui . at
12:41 PM
หนังไทยนอกระบบ:ความตื่นตัวของยุคสมัยช่วงปีที่ผ่านมาคนไทยเราต่างตื่นเต้นกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่กำลังเฟื่อง หนังไทยหลายเรื่องได้มีโอกาสไปฉาย หรือคว้ารางวัลตามประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องตลก69 ที่ได้รับกระแสคำชมที่ดีจากนักวิจารณ์เมื่อไปฉายตามโรงที่ประเทศญี่ปุ่น ตามด้วยสตรีเหล็กเป็นที่ฮือฮาเกรียวกราวเมื่อคราวไปฉายที่ฮ่องกง และกำลังจะเข้าฉายที่ญี่ปุ่นและอเมริกา บางระจันคว้ารางวัลผู้กำกับหนังยอดเยี่ยมที่เมืองโดวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส ฟ้าทะลายโจรชนะรางวัล Dragons and Tiger ที่แวนคูเวอร์ และ Bangkok Dangerous เป็นขวัญใจนักวิจารณ์จนชนะรางวัล FIPRESCI จากงานประกวดหนังนานาชาติที่โตรอนโต ประเทศแคนนาดา
แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า หนังสั้นเรื่อง มอเตอร์ไซค์ ของ อาทิตย์ อัสสรัตน์ ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมฉายในสายประกวดที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ และฝ่าฟันจนสามารถเข้าไปชิงชัยในรอบสุดท้าย แม้จะไม่ได้รางวัลแต่ก็เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่เข้าร่วมเทศกาลหนังอินดี้อเมริกันแห่งนี้ จะมีใครรู้บ้างว่าหนังสั้นไทยเรื่องเดียวกันนี้ เคยได้รับรางวัลภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม ที่เทศกาลหนังนานาชาติชิคคาโก และรางวัลเดียวกันจากเทศกาลหนังนิวยอร์ค
จะมีใครใส่ใจกับ ดอกฟ้าในมือมาร หนังสารคดีเชิงทดลองความยาวชั่วโมงครึ่งของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่ได้รางวัล Special Citation จากแวนคูเวอร์ที่เดียวกันกับที่ฟ้าทะลายโจรได้ ไม่มีใครรู้ว่า อนันธินี คริชนาน(Tinge Krishnan)ผู้กำกับหญิงลูกครึ่งมาเลเซีย-ไทย ดีกรีแพทย์จากอังกฤษคว้ารางวัลภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม British Academy of Film & Television Art (BEFTA) จากเรื่อง Shadowscan ไม่มีใครรู้จักหนังสั้นไทยเรื่อง เมืองมายา..กรุงธิดา ของลี ชาตะเมธีกุล ซึ่งเคยฉายที่เทศกาลภาพยนตร์สั้นเอเชียที่ปูซาน ประเทศเกาหลี และล่าสุดเป็นหนังสั้นไทยเพียงเรื่องเดียว ที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมในสายประกวดที่เยอรมัน เทศกาลภาพยนตร์สั้นโอเบอร์เฮาเซ่นส์ เทศกาลภาพยนตร์สั้นซึ่งเก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
หนังไทยนอกระบบไม่ว่าจะเป็นหนังสั้นหรือหนังยาวเหล่านี้ ล้วนไม่มีโอกาสเข้าฉายตามโรงใหญ่ในรอบฉายปรกติ ด้วยเหตุที่สั้นเกินไป หรือไม่มีจุดขายเพียงพอ แต่ไม่ได้หมายความถึงคุณค่าหรือศักดิ์ศรีที่ด้อยไปกว่าหนังในระบบที่ทุกคนคุ้นเคยเลย
ความเคลื่อนไหวของหนังไทยนอกระบบ
แม้ว่าจะมีหลายท่านลงความเห็นว่า ความตื่นตัวของคนทำหนังรุ่นใหม่จะเกิดมาจากหนังเรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ของนนทรีย์ นิมิบุตร และ ฝันบ้าคาราโอเกะ ของเป็นเอก รัตนเรือง โดยเหตุผลที่ 2499 อันธพาลครองเมือง ใช้นักแสดงหน้าใหม่ ใช้วิธีการของหนังกึ่งสารคดีเข้ามาช่วยในการดำเนินเรื่อง แต่ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดว่าหนังที่ไม่มีดาราดังนำแสดงจะทำได้ ในขณะที่ ฝันบ้าคาราโอเกะ มีรูปแบบเฉพาะตัว และมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ค่อนข้างสูง แต่ในความเป็นจริงหนังเหล่านี้ล้วนได้ทุนสร้างจากค่ายหนังในระบบธุรกิจ ดังนั้นความคิดส่วนตัวของผู้เขียนจึงเห็นว่า หนังที่เป็นหนังนอกระบบร่วมสมัยอย่างแท้จริง คือ คนกราบหมา คนจรฯลฯ และ ดอกฟ้าในมือมาร
คนกราบหมา หรือ My Teacher Eat Biscuits หนังในปีพ.ศ.2540 ซึ่งกำกับโดยอิ๋ง กาญจนวณิชย์ เป็นหนังความยาวสองชั่วโมงที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม.เสียดสีความเชื่อของคนร่วมสมัย ว่าด้วยเรื่องราวของลัทธิกราบไหว้บูชาหมา จนมีพฤติกรรมความเป็นอยู่เยี่ยงหมา เป็นหนังตลกร้ายซึ่งจนบัดนี้คนไทยยังไม่มีโอกาสได้ดูในวงกว้าง เนื่องจากได้รับคำสั่งระงับการฉายจากกองเซนเซอร์ คราวที่กำลังจะฉายในเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพครั้งที่ 1 ในปีพ.ศ.2541 ด้วยเหตุผลที่หนังเรื่องนี้ดูหมิ่นสถาบันศาสนา
อันที่จริงแล้วในช่วงปีเดียวกันนี้ กานต์ หงษ์ทอง ผู้เขียนบทภาพยนตร์และผู้กำกับละครเวที เคยคิดที่จะกำกับหนังยาวเรื่องแรก ฟ้าเหลือง ด้วยทุนสร้างของตัวเอง โดยจะดึงตัวนักร้องอย่าง โจอี้ บอย และต้าร์ บาบี้ มาเป็นนักแสดงนำ แต่อาจเป็นเพราะพิษเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น ทำให้โครงการนี้ไม่อาจเป็นจริงขึ้นมาได้
ปีต่อมา คนจรฯลฯ หนังไทยปีพ.ศ.2542 ซึ่งกำกับโดยอรรถพร ไทยหิรัญ ที่สร้างด้วยทุนสร้างส่วนตัวจากการจำนองบ้าน ในนามของโลตัสฟิล์ม ก็เข้าฉายครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพครั้งที่ 2 และแม้ว่าต่อมาจะได้เข้าฉายตามโรงทั่วไป โดยการจัดจำหน่ายของไฟว์สตาร์ แต่ด้วยสไตล์หนังส่วนตัว ซึ่งผู้ชมหลายคนต่างลงความเห็นว่าดูไม่รู้เรื่อง อีกทั้งจำนวนโรงและรอบฉายก็น้อยจนเกินไป ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ แต่หากมองในแง่ของความเป็นหนัง นี่คือความกล้าของผู้กำกับ ที่ทำในสิ่งที่เป็นส่วนตัว เป็นหนังเรื่องซึ่งเล่นกับสไตล์ภาพวูบไหว สัมพันธ์กับเนื้อหาที่พูดถึงการผ่านไปมาของผู้คน มีประเด็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โตเกินไป เป็นเพียงเรื่องราวการตอบสนองของผู้คนในสังคมต่อคนไร้ค่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองของระบบค่ายหนัง ที่คอยตรวจสอบว่าต้องเปลี่ยนต้องเพิ่มตรงไหนเพื่อให้หนังขายได้ จึงเป็นการทำในสิ่งที่อยากทำของผู้กำกับอย่างแท้จริง
เช่นเดียวกับ ดอกฟ้าในมือมาร หรือ Mysterious Object at Noon หนังขาวดำ 16 มม.ปีพ.ศ.2543 ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หนังไทยซึ่งสร้างด้วยทุนส่วนตัวและทุนบางส่วนจากกองทุนฮิลเบิร์ตบาลส์(Hubert Bals Fund) ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเทอร์ดาม ประเทศฝรั่งเศส หนังสารคดีเชิงทดลองซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเกมของบรรดาศิลปินฝรั่งเศสในยุคดาดา ที่มักจะวาดรูปลงในกระดาษแล้วพับ แล้วส่งต่อ ๆ กัน ทำเช่นเดียวกันแล้วคลี่ออกมา จะได้เป็นภาพที่แปลกออกไป ดอกฟ้าในมือมารจึงมีโครงเรื่องเล่าเกี่ยวกับครูดอกฟ้า แล้วดำเนินเรื่องต่อมาโดยการตระเวนไปหาผู้คนตามส่วนต่าง ๆ ของประเทศไทย เป็นผู้ต่อเติมเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็นหนังหนึ่งเรื่อง แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะเคยฉายเพียงครั้งเดียวในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 4 ของมูลนิธิหนังไทย แต่ก็ได้รับกระแสวิจารณ์ที่ดีจากผู้ชม และได้รับการคัดเลือกให้ร่วมฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศอยู่เสมอ
และนั่นคือหนังไทยนอกระบบในส่วนของหนังยาว แต่ในแง่ของหนังสั้นคงเริ่มเมื่อมูลนิธิหนังไทยจัดการประกวดภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 1 ขึ้นในปีพ.ศ.2540 อันที่จริงก่อนหน้านี้สถาบันเกอเธ่เคยจัดการสัมนาเชิงปฏิบัติการภาพยนตร์ทดลอง ในปีพ.ศ.2534 และพ.ศ.2538 โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ในวงการที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมเข้าอบรมสร้างผลงานหนังสั้นออกมา หรือโครงการมากมายที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาภาพยนตร์เข้าร่วม หรือแสดงความสามารถ เช่นงานหนังกางจอ , Core หนัง , หนังนักเรียน แต่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพียงความเคลื่อนไหวในช่วงสั้น เปิดโอกาสให้เพียงผู้คนในวงการที่เกี่ยวข้อง เช่น ศิลปิน นักเขียน คนทำโฆษณา นักดนตรี ช่างถ่ายภาพ กลุ่มละคร หรือนักเรียนหนังเท่านั้น จึงไม่ก่อผลกระทบมากนักต่อความตื่นตัวของคนทั่วไปซึ่งอยู่เพียงแค่ฐานะของผู้ชม
ในขณะที่การประกวดภาพยนตร์สั้นของมูลนิธิหนังไทยเปิดกว้างมากกว่า โดยเป็นการประกวดซึ่งเปิดโอกาสให้กับคนทั่วไปหรือนักเรียนหนังนำผลงานของตนเองส่งเข้าประกวด ทั้งยังไม่จำกัดหัวข้อ และรับผลงานที่เป็นวีดีโอด้วย ซึ่งทำให้ง่ายในขั้นตอนการผลิต ไม่ต้องลงทุนมาก และมีอิสระทางความคิด การจัดการประกวดครั้งแรกในปีพ.ศ.2540 ส่งผลให้ในช่วงต้นปีต่อมาพ.ศ.2541 แดสเอนเตอร์เทนเมนท์ กลุ่มผู้สร้างละครเวที เปิดการอบรมทำหนังสั้นขึ้น โดยสอนตั้งแต่พื้นฐานภาพยนตร์ ไปจนถึงกระบวนการผลิต และในปลายปีเดียวกันนั้น คิงคองโค โปรดัคชั่นเฮ้าส์และโมเดลลิ่ง ของกานต์ หงษ์ทองก็จัดการอบรมในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน
ในรอบปีพ.ศ.2540 จนถึงปัจจุบัน มีหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสนใจจัดฉายหรือประกวดหนังสั้นขึ้นมากมาย เช่น งานส่งฝันสู่ฟิล์ม โดยนิตยสารซีนีแมก , ประกวดหนังสั้น ในเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพ , ประกวดหัวข้อคนไทยกับสายน้ำ ในเทศกาลภาพยนตร์เอเชีย ,ประกวดหนังทดลอง ในเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพ , งาน City on the Move , ประกวดหัวข้อ กิน ในงานกินอ่านในย่านแพร่ง , จัดฉายผลงานหนังสั้นของผู้กำกับมืออาชีพ งานกรุงเทพ 2000 เฟรม และ งานประกวดหนังตลก ซึ่งจัดโดยแชนนอลวีเอฟเอ็ม , งาน Best 2000 โดยกรมส่งเสริมการส่งออก ฯลฯ
หรือแม้แต่สมาพันธ์ภาพยนตร์ ซึ่งจัดพิธีประกาศผลรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติเป็นประจำทุกปี ก็ได้เพิ่มการมอบรางวัลให้แก่นักศึกษาภาพยนตร์ขึ้นเป็นปีแรกในปีพ.ศ.2542 ซึ่งมอบรางวัลให้แก่ผลงานหนังสั้น สารคดี และอนิเมชั่นยอดเยี่ยมที่ทำไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ.2541 และมอบรางวัลนี้อย่างต่อเนื่องในปีต่อ ๆ มา อันที่จริงงานประกวดภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือตุ๊กตาทอง ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ก็เคยคิดที่จะมีการให้รางวัลแก่ผลงานของนิสิต-นักศึกษา โดยได้บรรจุโครงการ และขอบข่ายการรับสมัครนี้ไว้ในสูจิบัตรของงานตั้งแต่ปีพ.ศ.2540 แต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ กลับไม่มีรางวัลนี้เกิดขึ้นในปีถัดมา
จะเห็นได้ว่าวงการหนังสั้นไทยเริ่มกระเตื้องขึ้น เมื่อได้รับแรงกระตุ้นจากการประกวดหนั้งสั้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2540 ของมูลนิธิหนังไทย และแม้แต่การประกวดหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยเองก็ตาม จากที่เคยมีผลงานที่ส่งเข้าประกวดเพียง 30 เรื่อง กลายมาเป็น 83 เรื่อง และ118 เรื่องตามลำดับในปีต่อ ๆ มา ซึ่งนอกจากในแง่ของปริมาณแล้ว คุณภาพก็เข้มข้นขึ้นตามด้วยเช่นกัน
ความคืบหน้าของหนังไทยนอกระบบ
จนถึงเวลานี้หนังไทยนอกระบบดูจะคึกคักมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น ออกไซด์ แปง กำลังกำกับ เหงาคำเดียว ซึ่งเดิมทีใช้ทุนสร้างของตัวเอง ถ่ายไปบ้างแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปีก่อน และหยุดพักกองเนื่องจากติดขัดในเรื่องทุน จนฟิล์มบางกอกตกลงร่วมทุนด้วย อีกทั้งยังได้ทุนบางส่วนจากต่างชาติ หนังเรื่องนี้จึงไม่นับเป็นหนังนอกระบบอีกต่อไป เนื่องจากได้แหล่งเงินจากค่ายหนัง ความจริงแล้วในช่วงต้นปีพ.ศ.2543 คุณอรรถพร ไทยหิรัญ ผู้กำกับเรื่องคนจรฯลฯ ก็เริ่มที่จะสร้างหนังด้วยทุนตัวเองอีกครั้ง ในชื่อเรื่องว่า ตี3:45 ซึ่งได้ถ่ายทีเซอร์ไว้แล้ว แต่พักไปเนื่องจากปัญหาส่วนตัว
ส่วนโปรเจคที่กำลังจะเป็นจริงในไม่ช้านี้ คือ สุดเสน่หา หรือ Blissfully Yours ของอภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล หนังซึ่งเจ้าตัวบอกว่าต่างจาก ดอกฟ้าในมือมาร หนังยาวเรื่องแรกของเขาอย่างสิ้นเชิง ขณะนี้ สุดเสน่หาถ่ายทำไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และถึงแม้ยังไม่เสร็จหนังเรื่องนี้ก็ได้รับเทียบเชิญจากเทศกาลหนังเวนิซเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เวนิซซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลหนังที่ยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลก พอ ๆ กับคานส์ หรือเบอร์ลินเลยทีเดียว อีกทั้งยังเป็นเทศกาลที่รู้กันดีว่ามักจะเน้นที่หนังศิลปะ ซึ่งหนังเรื่องไหนได้เข้าร่วมประกวดหรือได้รางวัลจากเทศกาลนี้ เชื่อขนมกินได้เลยว่ามีคุณภาพจริง
ผู้กำกับหนังนอกระบบคนต่อมา มล.มิ่งมงคล โสณกุล ผู้จัดการโครงการของ บริษัทไฟร์แครกเกอร์ฟิล์มและผู้อำนวยการผลิตหนังเรื่อง ดอกฟ้าในมือมาร ซึ่งขณะนี้ก็กำลังซุ่มเตรียมงานกำกับหนังเรื่องแรกของตัวเองอยู่ด้วยเช่นกัน เรื่อง คืนพระจันทร์เต็มดวง หรือ Isan Special
แต่ผลงานของผู้กำกับหน้าใหม่ที่ออกสู่สายตาผู้ชมไปแล้ว คือหนังความยาว 3 ชั่วโมงซึ่งถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลเรื่อง หลง หรือ Every Thing Will Flow ของพัลลภ ฮอหรินทร์ หนังที่ลงทุนด้วยตัวเอง ทั้งซื้อกล้อง กำกับ หาทีมงานและนักแสดง เป็นหนังปรัชญาที่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปของชีวิตในช่วงปีสุดท้ายของพุทธศักราช 5000 สะท้อนความคิดเกี่ยวกับการค้นหาตัวตน การมีชีวิตอยู่ในสังคม และการคืนกลับสู่ธรรมชาติ ด้วยบรรยากาศของผืนป่าประเทศไทย แม้จะได้รับคำตำหนิว่าเยิ่นเย้อเกินไป แต่ก็แสดงออกถึงความกล้าและความตั้งใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี
และเมื่อไม่นานมานี้ หนังซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงในหมู่คนที่มีโอกาสได้ดู คงไม่พ้นหนังดิจิตอลเรื่อง จอมโหดมนุษย์ซีอิ๊ว หรือ The Cruelty & the Sauce Man หนังยาวเรื่องแรก ของไพสิฐ พันธุ์พฤษชาติ ผู้เชี่ยวชาญในการบันทึกเสียงให้กับหนังนอกระบบเรื่องเด่น ๆ หลายเรื่อง แม้ว่าจอมโหดมนุษย์ซีอิ๊ว จะมีความเป็นหนังเรื่อง(Feature Film) อยู่มาก แต่ก็ดูสมจริงด้วยการใช้วิธีของหนังสารคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวผู้กำกับเองเข้าไปใช้ชีวิตร่วมคลุกคลีกับนักแสดง 3 คน โดยที่ตัวเขารู้จักคุ้นเคยกับนักแสดงเพียงแค่คนเดียวในกลุ่ม กลับผสานความจริงของชีวิตและมายาของหนังไว้ได้จนยากจะแยกออก
หรือไมเคิล เชาวนาศัย ศิลปิน ซึ่งเคยชนะการประกวดหนังสั้น ของมูลนิธิหนังไทย และเทศกาลภาพกรุงเทพ จากเรื่อง Bunzai Chaiyo,Episode 2 The Adventure of Iron Pussy ก็ได้กำกับหนังสั้นภาคต่อของซีรี่ส์ไอรอนพุซซี่ ผู้พิทักษ์อะโกโก้บอยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในผลงานที่ชื่อว่า To beor not to be? The Adventure of Iron Pussy 3 และแม้กระทั่งดารานักแสดงอย่างปราโมทย์ แสงศร ก็หันมาทำหนังสั้นส่งเข้าร่วมประกวดด้วยเช่นกัน ในชื่อเรื่องว่า Fish dont Fly ผลงานหนังสั้นเรื่องแรก ที่เขากำกับ เขียนบท และถ่ายภาพเอง
ส่วนหากใครมีความคิดว่าหนังที่ดีควรจะมีรางวัลการันตีจากเมืองนอก ก็คงต้องย้อนกลับไปถึงผลรางวัลของหนังนอกระบบที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในช่วงต้นของบทความ โดยเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2539 ภาพยนตร์ความยาว 90 นาที ซึ่งอำนวยการสร้างและถ่ายภาพโดย พงศ์ธร เพชรชาติ หุ้นส่วนในบริษัทไฟร์แคร็กเกอร์ เคยได้รับรางวัล Best of the Fest จากเทศกาลหนังนานาชาติซันตาบาบาร่า ในเรื่อง The River Chao Praya หนังเมโลดราม่าที่พูดถึงความผูกพันของเด็กชายคนหนึ่งกับแม่น้ำเจ้าพระยา การเดินทางผจญภัยของเด็กนั้นในเมืองกรุง หนังเรื่องนี้เคยฉายในเมืองไทยเพียงครั้งเดียวในงาน City on the Move ปีพ.ศ.2542
หรืออย่างหนังสั้นครึ่งชั่วโมงของผู้กำกับหญิงเรื่อง แม่นาค ของ พิมผกา โตวิระ ซึ่งทำไว้ตั้งแต่โครงการหนังทดลองของเกอเธ่ในปีพ.ศ.2538 ก็เคยได้รับรางวัล Special Jury ซึ่งเป็นรางวัลรองชนะเลิศจากเทศกาลภาพยนตร์อิมเมจฟอรั่ม ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปีพ.ศ.2541 ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ทำให้มีผู้สนใจต้องการดู แม่นาค ฉบับหนังทดลองเรื่องนี้อีกครั้งเป็นอย่างมาก แม้จะมีคำวิพากษ์มากมาย จากเมื่อครั้งที่เคยฉายก่อนที่เธอจะได้รับรางวัล ผู้ชมต่างโจษจันในแง่ความเงียบนิ่งซึ่งออกจะน่าเบื่อ ใช้ภาษาภาพที่ยากแก่การตีความ ต่อเมื่อมีการการันตีจากคนนอกประเทศจึงได้รับการยอมรับขึ้นมาบ้าง
หรือเมื่อปีที่แล้ว หนังสั้นไทยหลาย ๆ เรื่องที่ส่งเข้าประกวดในงานของมูลนิธิหนังไทยครั้งที่ 4 ปีพ.ศ.2543 ก็ได้มีโอกาสไปอวดสายตาชาวโลกด้วยเช่นกัน เริ่มตั้งแต่เมื่อฟิล์มสีโกดัก เข้าร่วมโครงการกับมูลนิธิหนังไทย โดยมอบความไว้วางใจให้ทางมูลนิธิหนังไทย ในการคัดเลือกหนังที่เห็นว่าถ่ายภาพได้ดีที่สุด มูลนิธิหนังไทยจึงมอบหน้าที่ให้กับสุรพงษ์ พินิจค้าผู้กำกับละครซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่องดัง ปมไหม เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกอีกทีหนึ่ง เป็นผลทำให้ หลวงตา หนังสั้นยอดเยี่ยมรางวัลช้างเผือก ของนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตซึ่งเป็นหนังที่ใช้ภาษาภาพได้อย่างลงตัว สวยงาม สื่อความหมายได้ดี มีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันกับผู้ชนะรางวัลเดียวกันนี้ในอีกหลากหลายประเทศ อีกทั้งยังได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมฉายใน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติประเทศสิงคโปร์ และโอเบอร์เฮาเซ่น ประเทศเยอรมัน
หรืออย่างวีดีโออาร์ตเรื่อง My Story ผลงานของ ทรงพล ชาญใช้จักร บัณฑิตหนุ่มคณะศิลปกรรมศาสตร์จากรั้วจุฬา เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศประเภทรัตน์ เปสตันยี ก็ได้รับการคัดเลือกให้ไปฉายโชว์ที่ สิงคโปร์ , เทศกาลมีเดียซิตี้ ประเทศแคนนาดา และเทศกาลภาพยนตร์สั้นโอเบอร์เฮาเซ่นประเทศเยอรมันด้วยเช่นกัน รวมถึงหนังเรื่องอื่น ๆ เช่น กาลครั้งหนึ่ง (Once Upon a Time) โดยภาณุอารี , กาล(March of Time) โดยอุรุพงศ์ รักษาสัตย์ , เรื่องส่วนตัว(Private Life) โดยพารานอยด์ทีม , ความหวัง(Hope) โดยบุญส่ง นาคภู่ , เงาของพ่อ โดยธรวิชญ์ พานิชรุทติวงศ์ ฯลฯ
รวมถึงในปีนี้ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ก็ได้รับเกียรติจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติประเทศสิงคโปร์ จัดโปรแกรมฉายหนังรวมผลงานของเขาทั้งหนังสั้นและหนังยาวที่เขาเคยสร้างมา คือเรื่อง ดอกฟ้าในมือมาร(Mysterious Object At Noon) , มาลีและเด็กชาย(Malee and the Boy) , 0016643225059 , Boys at Noon , Bullet , Kitchen and Bedroom , แม่ย่านาง(Like the Relentless Fury of the Pouning Waves) , Tirdworld และWindow ในกลางเดือนเมษายนที่จะถึงนี้
อันที่จริงการได้รับการคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลต่างประเทศ หรือได้รับรางวัลไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนั้น ๆ มีคุณค่า หากแต่ว่าหนังแต่ละเรื่องมีคุณค่าในตัวเองอยู่ก่อนแล้ว และการตัดสินการประกวดก็เป็นเพียงแค่กลุ่มคนไม่กี่คนเป็นผู้พิจารณา หากแต่คุณค่าของหนังที่แท้จริง น่าจะอยู่ที่ผลงานซึ่งสร้างสรรค์กลั่นกรองจากความคิด แม้ว่าจะไม่มีรางวัลอะไรตอบแทนกลับมาเลย หรืออาจะไม่มีแม้แต่คนพอใจในผลงานเรื่องนั้น ๆ ที่อุตส่าห์ทำออกมาอย่างตั้งใจ แต่อย่างน้อยก็ได้สร้างผลงาน หรือทำในสิ่งที่ตนเองต้องการแล้วมิใช่หรือ
อันที่จริงเงินรางวัลอาจจะไม่คุ้มกับความเหนื่อยยาก หรือทุนที่ใช้จ่ายไปเสียด้วยซ้ำ แต่งานประกวดก็เป็นการเปิดโอกาสให้มีผู้เข้ามาชมผลงานหนังด้วยเช่นกัน และนั่นอาจเป็นรางวัลที่แท้จริงของคนทำหนังกับการมีใครสักคนที่ได้ชมผลงานของเขา ได้รับรู้เรื่องราว ความคิดของเขาซึ่งถ่ายทอดลงไปในหนัง
สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตัวในหมู่ผู้สนใจ แม้กระทั่งในปีนี้เมื่อดิสคัฟเวอรี่แชนแนล ได้จัดโครงการประกวดภาพยนตร์สารคดีความยาวครึ่งชั่วโมง ก็มีผู้ให้ความสนใจร่วมโครงการเป็นอันมาก รวมถึงงานประกวดหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งแม้จะมีการฉายและประกาศผลในเดือนสิงหาคมที่กำลังจะถึง แต่ก็มีผู้ให้ความสนใจถามไถ่ รวมถึงมีผู้ส่งผลงานล่วงหน้ามาแล้วด้วยบางส่วน อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปีที่แล้ว ๆ มา
หรือเมื่อมูลนิธิหนังไทยได้จัดโครงการหนังสั้นสัญจร อันมีสาเหตุมาจากการประกวดในปีก่อน ๆ นั้น มีผลงานจากต่างจังหวัดส่งเข้ามาร่วมประกวดน้อยเหลือเกิน หนังสั้นสัญจรจึงเป็นการนำเอาหนังสั้นเรื่องเด่น ๆ จากการประกวดปีที่ผ่าน ๆ มา ไปสัญจรฉายให้กับผู้สนใจทั่วไปตามต่างจังหวัด อย่างเช่น เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช ก็มีผู้เข้าชมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และแสดงความประสงค์ที่จะร่วมทำหนังส่งประกวดด้วย
แต่ที่น่าตื่นเต้นมากกว่านั้นจากการประกวดหนังสั้นในปีที่ผ่าน ๆ มา คือการได้เห็นกลุ่มคนที่มีความคิด แนวทางคล้ายคลึงกัน ร่วมกันผลิตผลงานออกมา มากกว่าที่จะคำนึงถึงการแข่งขันและเอาชนะกันเอง บางกลุ่มไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มีความใฝ่ฝันในการทำหนังเหมือนกัน บางกลุ่มเป็นเพื่อนร่วมสถาบัน เช่น กลุ่มล-หัน , กลุ่ม Lost Fiction , กลุ่มมีดีโปรเจค ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้คือผลพลอยได้จากการประกวด ซึ่งรางวัลไม่อาจเทียบค่าได้ กับคำว่า เพื่อน การได้รู้จักกัน ออกแรงร่วมหัวจมท้าย สร้างสรรค์ผลงานด้วยกัน จนมาร่วมยินดีในความสำเร็จ ที่เห็นผลงานของตัวเองซึ่งเคยอยู่แต่เพียงจินตนาการ เสร็จสมบูรณ์เป็นหนังสักเรื่อง ทั้งยังมีผู้ชมได้เห็นสิ่งที่พวกเขาร่วมกันทำออกมา คุณคิดเอาเถิดว่าความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร ความรู้สึกของการประกวดที่มิได้หมายถึงการประชันขันแข่งอีกต่อไป ใครไม่เคยคิดจะทำ หรือไม่เคยไปดู คงจะเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ยาก
จากTHAI FILM DIRECTORY โดย สมาพันธ์ภาพยนตร์
posted by yomui . at
1:45 PM

Dancer in the Dark
หนังเรื่องนี้ใครไม่ได้ดูต้องบอกว่าเสียดายแทนครับผม
เป็นหนังเรื่องเดียวที่ Bjork นักร้องสาวเสียงดีสุดๆ
ได้แสดงไว้และเธอบอกว่าเธอจะเล่นเพียงเรื่องเดียว
เท่านั้น สำหรับผมเรื่องนี้เรื่องเดียวของเธอก็มีความ
หมายมากมายเหลือเกินครับ
ดูเรื่องนี้แล้วเสียงของความมืดก็ไม่เลวร้ายเกินไปครับ
They say it's the last song.
They don't know us,you see
it's only the last song
if we let it be
Dancer in the Dark (2000)
Starring: Bjork Gudmundsdottir, Catherine Deneuve
Director: Lars von Trier
Synopsis: Dramatic musical profiles a young Czech immigrant (Bjork)
living in the Pacific Northwest who escapes her depressing life and
impending blindness through daydreams that take the form of vibrant
musical numbers.
Runtime: 140 minutes
MPAA Rating: R
Genres: Drama, Music
Country of Origin: Denmark
posted by yomui . at
10:43 AM