|
Saturday, November 18, 2000
มี 3 คำ ที่แว่วอยู่ในความนึกคิด กับชีวิตประจำวันในรอบสัปดาห์นี้ คือ "เพื่อน" กับ "คนรัก" และ "relationship" :-) อยากพูดถึงรายละเอียด แต่ต้องเรียบเรียงก่อนนะ
posted by Nok . at 12:38 PM
Friday, November 17, 2000
หน้าหนาวแล้ว มีเรื่องของหัวใจหนาว ๆ มาฝากกัน จาก mail ฉบับนึงที่ forward ต่อ ๆ กันมาถึงมือ ขอบคุณคนเขียนคนแรกไว้ ณ ที่นี้ละกัน Never say I love you If you don't really care Never talk of feelings If they aren't really there Never hold my hand If you mean to break my heart Never say forever If you ever plan to part Never look into my eyes If you are telling me a lie Never say hello If you think you'll say goodbye Never say that I'm THE one If you dream of more than me Never lock up my heart If you don't have the key
posted by Nok . at 1:57 PM
Wednesday, November 15, 2000
ลมหนาวเริ่มพัดมาบ้างแล้วให้ได้สัมผัสไอเย็นอยู่จาง ๆ จากเมฆหมอกในตอนเช้า วันที่ลมหนาวมาเยือนวันแรกพาให้หัวใจสดใสอย่างบอกไม่ถูกเช่นเดียวกับทุกปี วันที่ฟ้าสวยใส เป็นบรรยากาศที่รอคอยตลอดกว่าสามร้อยกว่าวัน ถึงวันนี้วันที่อากาศหนาวเริ่มจางไป แปรเปลี่ยนขึ้นลงไปตามเวลาที่ผ่านไป แต่ยังไม่คลายความสดใสซะทีเดียวนัก เวลาฟ้าสวย ๆ นี่มันพาให้หัวใจสดใสเสียจริง ๆ เลย
posted by Nok . at 11:58 PM
Thursday, October 19, 2000
ย่างกรายเข้าวันคล้ายวันเกิดปีสุดท้ายของทศวรรษที่ 3 ของชีวิต อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ชวนให้คิดสำรวจตัวเองในปีที่ผ่านมา ว่าเราทำอะไรลงไปบ้าง สิ่งที่ตั้งใจไว้ว่าจะจัดการให้สำเร็จยังไม่ได้ทำตั้งหลายอย่าง ธีสิสยังไม่เสร็จ แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้นทำบ้างล่ะ ได้งานใหม่ ได้รู้จักเพื่อนร่วมงานใหม่ ๆ ได้ทิ้งโลกใบเก่าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามของชีวิตและความรัก มาเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ธุรกิจใหม่ ๆ เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต จากที่เคยมีความรู้เป็นศูนย์เมื่อก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ของปีที่แล้วซึ่งเป็นวันเริ่มงานนั้น ได้เรียนรู้การทำงานของคนระดับมันสมองของสังคมหลายคน ที่อยู่ร่วมกันในองค์กรแห่งนี้ ..... ได้ทำเว็บไซต์ให้เป็นที่สำหรับเพื่อนที่เรารักมาพบปะกัน พาเพื่อนก้าวเข้ามาสู่โลกออนไลน์ที่ไร้ตัวตน มีแต่ความคิดและความฝันที่ฟุ้งกระจายอยู่ร่วมกันทุกวัน แทนการเจอหน้าค่าตา แม้จะเป็นพื้นที่ไร้ตัวตน...แต่มันก็มีความรู้สึกและมีชีวิตอยู่ในนั้น ..... ได้หยุดความรัก ได้เริ่มต้นใหม่ ได้ยิ้ม และก็ได้เสียน้ำตาไปกับมัน ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านมากขึ้น ให้เวลากับพ่อแม่ คุยกับพ่อ เรียกความรู้สึกเก่า ๆ ที่หายไประยะนึงกลับมาใหม่และสดใส ได้บอกรักแม่ เข้าใจกับความรักที่เค้ามีให้เราว่ามันมากมายแค่ไหน ได้คิดถึงตัวเอง ทำความรู้จักกับจิตใต้สำนึกของตัวเอง อันถือว่าเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้เรียนรู้การมีชีวิตที่นิ่ง อยู่ร่วมกับสภาพต่าง ๆ ได้อย่างเป็นสุขตามที่ควรจะเป็น ได้เรียนรู้กับคำว่า "เราทำได้" ทุกอย่าง เมื่อมีความมั่นใจ และได้เรียนรู้อีกว่า ถ้าเราคิดว่า "เราทำไม่ได้" เมื่อนั้นก็อย่าหวังว่าเราจะทำอะไรได้อีกเลย ..... ..... ไม่เลวแฮะ หนึ่งปีที่ผ่านไป ปีต่อไป เราจะรับปริญญา... !
posted by Nok . at 12:06 AM
Wednesday, October 18, 2000
หายหัวไปนานตามเคย คิดถึงคนอ่านจริง ๆ ต้องขอแถลงก่อนว่า วันก่อนกำลังเขียนไปได้กว่าครึ่งเรื่องที่เป็น hot issue ในใจขณะนั้น (เมื่อสัปดาห์ก่อน) แต่โ่ชคไม่เข้าข้างด้วยเครื่องเกิด hang ไปเฉย ๆ เพื่อน ๆ เลยอดอ่านของเราเลย เพราะ login ใหม่ไม่สำเร็จ เลยขี้เกียจในที่สุด ! ;-) เรื่องที่อยู่ในใจตอนนี้ มันสืบเนื่องมาจากเมล์หลายฉบับที่ได้รับจากเพื่อน ๆ มาในวันสองวันนี้ ว่าด้วยเรื่องการมองชีวิต และมองโลกรอบตัว ใครที่คุ้นเคยกันอยู่ คงได้อ่านเมล์เดียวกันนี้กันหลายคน... life is a shit !!! shit นี่ จริง ๆ มันเป็นเรื่องอยู่คู่กับตัวมาตั้งแต่แรกเกิด แต่ไป ๆ มา ๆ เราก็ให้ความหมายกับมัน ให้มองมันว่าเป็นสิ่งที่เรา"ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ" ไปไกล ๆ ไม่อยากเฉียดกรายไปแตะต้อง so, life is shit... คำนี้ ค่อนข้างให้ความหมายในเชิงลบ... ดังจะเปรียบว่าชีวิต...แ-่งช่างเป็นเศษสวะ เสียนี่กระไร !!! จริงเหรอ? เราตั้งคำถามหลังจากการอ่านเมล์เหล่านั้น ทำไมคนหลายคนซึ่งเรามองเห็นข้อดีในตัวเค้ามากมาย...แต่เค้ากลับมองตัวเองว่าเป็นเศษสวะ มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมเค้ามองข้ามสิ่งที่ดีของตัวเองไป หายไปหมด ... สิ่งที่ตามมาคือ ความไม่รักตัวเอง ความเกลียดตัวเอง และตามมาด้วยความทุกข์ ทุกข์เพราะมันขัดแย้งกับจิตใต้สำนึกที่ธรรมชาติของเราสั่งให้รู้สึกรักตัวเอง โดยที่ต่างไม่รู้ตัวว่า...มันเป็นไปแล้ว แล้วใยคนเราจึงมักจะหลอกตัวเองว่า มีความสุขอยู่บนความทุกข์ นิยมชมชอบความงามบนความเศร้า มีความเศร้าย่อมหมายถึงในใจนั้นเป็นทุกข์... ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ความสุขเริ่มที่ใจเราเองนั่นแหละ ... ไม่ได้อยู่ไหนไกลเกินเอื้อมเลย
posted by Nok . at 1:00 AM
Friday, October 6, 2000
มีคน forward mail มาให้เมื่อหลายวันก่อน ชวนให้คิดถึงเรื่องราวรอบตัวจริง ๆ เนื้อหาว่า เราทำงานไปเพื่ออะไร เราเลือกที่จะทำงานวันละ15 ชั่วโมงกว่า ๆ เพื่อให้มีเงินเดือนใช้ เพื่อให้มีเงินเก็บ เพื่อให้สะสมไปใช้ในวันข้างหน้า สะสมเงินเพื่อหวังจะมีกินมีใช้ยามแก่ โดยที่สละเวลาพักผ่อนของวันนี้ แทบไม่ได้กินไม่ได้นอน ทุ่มแรงที่มีไปกับงานอย่างเต็มที่ ในขณะที่คนบางคน เค้าเลือกที่จะทำงานเพียงวันละนิดละหน่อย และใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวัน สังเกตความเป็นไปของท้องฟ้า เมฆ ดวงอาทิตย์ และธรรมชาติ เขามีเวลาเสพกับความสงบสุขของชีวิตในตอนกลางวันที่บ้าน โดยเลือกที่จะกินน้อย อยู่น้อย และไม่ได้เดือดร้อน เพียงกินเท่าที่มี และหาเท่าที่จำเป็น เขาสามารถเวลาพักผ่อนในขณะปัจจุบัน ขณะที่ยังมีแรงและมีกำลังที่จะชมความงดงามของชีวิตอย่างเต็มที่ คนกลุ่มแรก หลายคนหวังจะเก็บเงินไปเที่ยวไกล ๆ ตอนบั้นปลายชีวิต หวังว่าจะได้พักผ่อนในฐานที่ตนเหนื่อยมาตลอดชีวิต จริง ๆ แล้ว การพักผ่อนขณะที่กำลังมีแรง และใช้ชีวิตของทุกวันกับธรรมชาติ และความเพียงพอ กับชีวิตที่เสพสุขได้ต่อเมื่อกำลังวังชาเริ่มจะถอยลงนั้น อย่างไรจึงเรียกว่าดี ? อย่างไรจึงเป็นสิ่งที่ควร ? หรืออย่างไรจะคุ้มค่ากว่ากัน ? นั่นสินะ....เราทำงานหนักไปเพื่ออะไร ? เพื่อให้สบายตอนแก่หรือ ? แล้วทำไมไม่เลือกสบายตั้งแต่วันนี้เล่า ? ;-)
posted by Nok . at 2:44 AM
|