Friday, October 27, 2000
เรื่องเดิมมีอยู่ว่า เมื่อคุณย่าได้พาครอบครัวไปตกระกำลำบากที่เมืองจีน 6ปี เมื่อทนไม่ไหว เตี่ยก็ขายเรือที่ใช้ทำมาหากินเผื่อส่งเงินไปเป็นค่าเรือ แล้วที่เมืองจีนก็ได้ขายที่ไปก็พอเป็นค่าเรือแต่การเดินทางจากเมืองจีนมาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คือต้องเดินเท้าจากบ้านมาประมาณครึ่งวันแล้วมาขึ้นเรือแจว อีกเกลือบวัน มาขึ้นบกที่ซัวเถา จากนั้นลงเรือเล็กเพื่อไปถ่ายขึ้นเรือใหญ่ ในเรือมีหลายชั้นบางชั้นก็ใช้วางสินค้าบางชั้นก็ใช้โดยสาร แม่บอกว่าไม่มีที่น้อนมีแต่ที่นั่ง แล้วต้องเดินทางเกลือบ10วัน กว่าจะถึง กรุงเทพฯ เมื่อถึงกรุงเทพฯก็ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรากฏว่าคลาดกันกับเตี่ยซึ่งไปรับ ย่าพาครอบครัวออกมากับญาติ แล้วไปพักโรงแรม สมัยนั้นก็ยังไม่ใหญ่โตและสดวกเหมือนสมัยนี้ กว่าจะหากันพบ ก็เหนื่อยเอาการ เมื่อพบกันแล้วเตี่ยก็พาครอบครัว มาศรีราชา โดยทางเรือ เมื่อมาถึงศรีราชา ปรากฎว่า ทั้งเตี่ยและลุงต่างก็มีภรรยาใหม่ ครัอบครัวลุงก็มีเรื่องทะเลาะกันบ่อย ส่วนแม่ไม่สนใจก็ตั้งหน้าทำมาหากินโดยหาบน้ำขาย สมัยนั้นยังไม่มีน้ำประปา ต้องไปหาบจากบ่อสาธารณะ ซึ่งรัยะทางเป็นกิโล แล้วก็เป็นทางเกวียน ลำบากมาก ต้องไปเข้าคิวตักตั้งแต่ตินกลางคืน เวลาไปต้องไปกันเป็นหมู่เพราะมีข่าวว่าผีดุ เมือถึงคิวก็จะได้ตักกว่าจะได้หาบก็ต้องรอน้ำอีกนาน ก็ต้องทนเอา พู้ใหญ่กหาบเต็มหาบ เด็กก็หาบครึ่งหนึ่ง ก็พอมีรายได้ แต่การหาบน้ำเป็นอาชีพที่ไม่แน่นอน พอถึงหน้าฝน ทุกบ้านต่างมีน้ำใช้ ก็ไม่มีรายได้ แม่จึงปรึกษากับป้าสะใภ้ภรรยาใหม่ของลุง ป้าแกรู้วิธีแคะขนมคก ก็เลยสอนแม่ แม่ก็เลยยึออาชีพขายขนมคก ก็ต้องตื่น ตั้งแต่ตีสามเพื่อมาโม่แป้ง สมัยนั้นเวลาจะทำอะไรก็ต้องทำเองหมด ขนมคกแม่อร่อยขายได้วันละครึ่งถัง ส่วยพวกพี่ๆ ย่าก็ต้มเผือก ต้มถั่วต้มมันให้ไปขาย วันไหนน้ำลง ก็ไปต่อยหอยนางรม มาขายเหลือก็กินคือครอบครัวเตี่ยกับลุงอาศัยอยู่ด้วยกัน (เอาใว้ต่อวันหลังนะ)
posted by non . at 9:19 PM
Sunday, October 8, 2000
เมื่อแม่มาอยู่ที่เมืองจีนหลังจากคลอกพี่ชายคนที่สองแล้ว งานที่ทำส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับการเพาะปลูก เพื่อจะนำมากินในครอบครัวไม่มีเหลือขาย บางครังก็ต้องไปรับจ้างหาบเกลือ แต่รายได้ก็ยังไม่พอที่จะใช้จ่ายอยู่ดีต้องพึ่งเงินจากเตี่ยที่ส่งไปให้ มีอยู่คราวหนึ่งที่แม่ป่วยเป็นโรคไข้รากสาด จะใช้หรือเปล่าก็ไม่รู้คนจีนเรียก(ยัวตึ้ง ซึ่งแปลว่าลำใส้ร้อน)ซึ่งสมัยนั้นคนที่เป็นส่วนใหญ่จะตาย แม่ก็เกลือบตายเหมือนกัน แม่บอกว่าถ้าเป็นโรคนี้เวลากินข้าวจะกินมากไม่ได้เพราะลำใส้ย่ายอาหารไม่ค่อยได้ มื้อหนึ่งจะกินข้าวต้มใสๆประมาณถ้วยน้ำชาเองลองคิดดูรางกายจะทนได้อยางไรเมื่อต้องกินอย่างนี้เป็นเดือนๆ อยู่เมืองจีนลำบากอย่างนี้ย่าก็ยังไม่ยอมกลับเมืองไทย แล้วอยู่มาได้ประมาณ4ปีก็เกิดสงครามญี่ปุ่นบุกเมืองจีน อะไรที่ขัดสนอยู่แล้วก็ยิ่งขัดสนหนักยิ่งขึ้น อาหารที่มีแต่ข้าวต้ม ก็ต้องเปลี่ยนเป็นข้าวต้มใส่มันเทศ กับข้าวก็ยังเป็นผักกาดดองหรือหัวใช้เท้าดอง หนักเข้าก็ต้องกินน้ำข้าวใสีใบมันเทศ บางครอบครัวก็ต้องอดตายไปก็มี เตี่ยอยู่เมืองไทยก็ต้องส่งเงินไปมากขึ้น เพราะที่เมืองจีนเกิดสภาวะเงินเฟ้ออย่างรุณแรงจนที่สุดทนไม่ไหวต้องบอกไปให้ย่าพาแม่แล่ลูกๆกลับเมืองไทย โดยเตี่ยต้องขายเรือที่ใช้ทำมาหากินเพื่อส่งเงินไปให้ค่าเรือ แล้วทางแม่ก็ต้องขายที่ดินทั้งหมด รวบรวมไปเป็นค่าเรือ ตอนนั้นแม่บอกว่าเป็นเรือเที่ยวสุดท้ายที่ขนคนอพยบ แม่ต้องให้ญาติมาตีตั๋วเรือก่อนล่วงหน้าเพราะกลัวตั๋วหมด ส่นแม่และครอบครัวก็ต้องเดินจากอำเภอโผวเล้งมาลงเรือที่ซัวเถาเพื่อกลับเมืองไทย ด้วยการอยากกลับไปเมืองจีนของย่าทำให้ทุกคนลำบากยากเข็ญไป6ปี(โปรดติดตามตอนต่อไป)
posted by non . at 11:37 PM
Thursday, October 5, 2000
ตอนที่แล้วผมเขียนว่า แม่กลับเมืองจีนในขณะที่ตั้งท้องอยู่ เมื่อถึงเมืองจีนไม่นานก็คลอดพี่ชายคนที่สอง ที่เมืองจีนชีวิตความเป็นอยู่ไม่เหมือนเมืองไทย ซึ่งอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แม้แต่หมาก็ยังไม่อดตาย ที่นั่นความเป็นอยู่ขัดสนไปหมดทุกอย่างถ้าบ้านใหนมีข้าวสวยกินต้องถือว่าเป็นเศรฐีผู้มีอันจะกินทีเดียว แม่บอกว่าแต่ละมื้อ ก็จะมีแต่ข้าวต้ม กับข้าวก็จะมีแต่ใช้โป้ หรือเกี่ยมไฉ่ นอกจากวันตรุษสราทถึงจะมีหมูชิ้นเล็กๆสักชิ้นหนึ่ง แล้วแต่ละมื้อก็ต้องกินจำกัด แม่ต้องไปรับจ้างหาบเกลือ ซึ่งระยะทางไปกลับไม่ต่ำกว่า3-40กิโลเมตร ทางเดินก็ลำบากต้องลัดเลอะไปตามเนินเขาบางครั้งก็ต้องข้ามห้วยตื่นๆ แม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อหุงหาอาหารสำหรับทุกตน เสร็จแล้วก็จะเอาหาบออกเดินทางแต่เช้า อาหารที่จะไปกินตามทางก็มีแต่หัวมันเทศเผา ส่วนน้ำก็หากินตามห้วยข้างทางกว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำ เมื่อถึงฤดูเพราะปลูกก็จะต้องไปปลูกผักใว้กินเองผักที่ปลูกส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกผักกาดเขียวเพื่อที่จะเอามาดองและเก็บใว้กินได้นานๆพวกพี่ชายผมก็ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปเก็บ มูลสุนัข(ขี้หมา)เพื่อเอามาหมักทำปุ๋ย ถ้าตื่นสายก็อดเพราะพวกจะมาแย่งเก็บไปหมด คงจะเคยได้ยินพวกที่ไปเที่ยวประเทศจีนเล่ากันมาบ้างว่าสิ่งที่ล้าหลังที่สุดของประเทศจีนก็คือส้วม เพราะพวกเขาต้องการของเสียเหล่านี้ไปทำปุ๋ย พวกพี่ชายและพี่สาวผมตอนนั้นเพิ่งอายุ6-7ปีเอง พอสายหน่อยก็ต้องไปตามเชิงเขาเพื่อเก็บพวกหญ้าแห้ง เพื่อเอามาทำเชื้อเพลิง ที่หมู่บ้านที่แม่อยู่จะมีลานสำหรับชาวบ้านเอาพีชผักหรือสินค้ามาขาย พวกพี่ๆก็จะไปเก็บพวกใบมันเทศ มาสำหรับเป็นอาหารด้วย (พอก่อนนะเหนื่อยแล้ว)
posted by non . at 10:59 PM
ถ้าไม่บอกภูมิหลังของเตี่ย เรื่องนี้ก็คงจะขาดอะไรไปนิด เตี่ยอพยบมาจากแต้จิ๋ว ประเทศจีนเมื่อตอนอายุ14-15 มากับปุ่ ย่า แล้วลุงกะอาผู้หญิงอีก ก็มาอาศัยอยุ่ที่ศรีราชา ตอนนั้นยังเป็นหมู่บ้านชายทะเลอยู่ โดยมีบริบัทศรีมหาราชา ซึ่งเป็นโรงเลื่อย (เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นแปซิฟิคปรากแล้ว )บ้านเมืองยังเป็นป่าอยู่แล้วก็มีสัตว์ป่ามากมายเสือก็ยังมี สัตว์น้ำก็ชุกชุม ขนาดว่าปลาทูยังว่ายเข้ามาถึงชายฝั่ง มีปลาพยูนด้วย (ชาวบ้านเรียกหมูน้ำ) เมื่ออพยบมาใหม่ๆ ก็มารับจ้าง แล้วก็มาเป็นพ่อค้าขายหมู ต่อมาก็ซื้อสินค้าไปขายที่เกาะสีชัง โดยเตี่ยได้ซื้อเรือลำหนึ่ง เป็นเรือใบ สมัยก่อนไม่มีเรือยนต์ เวลาจะไปเกาะสีชังต้องอาศัยลมช่วย วันไหนถ้าไปกลางทะเลแล้วลมหยุดก็ต้องปล่อยให้เรือลอยไปจนกว่าลมจะมา บางครั้งต้องใช้วิธีบนบานศาลกล่าว สิงศักสิทธิ์ต่างๆเช่นเจ้าผ่อเขาสามุก หรือเจ้าพ่อสมุทรดำที่ขาวบ้านเคารพนับถือ สมัยก่อนเรือบรรทุกสินค้าส่วนใหญ่จะมาทอดสมอที่เกาะสีชัง แล้วจุงขนถ่ายสินค้าลงเรือเล็กอีกที ส่งเข้ากรุงเทพ ที่ศรีราชาจึงคึกคักพอสมควร เมื่อแต่งงานกัยแม่แล้ว ก็ทำมาหากินไปเรื่อยพอเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ย่าก็อยากจะกลับไปเมืองจียบ้านเกิด เตี่ยก็เลยต้องพาย่าและครอบครัวไป มีย่า แม่ พี่ชาย พี่สาวคนโตผม ป้าสะใภ้ กับลูกอีก3คน พร้องที่ว่าที่ หลานสะใภ้อีกคน(คือ สมัยก่อน คนจีนชอบที่จะไปขอลูกสาวเขามาเลี้ยงเพื่อเป็นลูกสะใภ้ตั้งแต่เด็กๆ ส่วนลูกสาวตัวเองก็จะยกไห้คนอื่นไป พอเลี้ยงโตก็จะให้แต่งงานกะลูกชาย)เตี่ยก็พาครอบครัวไปลงเรือโดยสาร ที่กรุงเทพ เรือโดยสารสมัยก่อนก็เป็นทั้งเรือโดยสารและเรือบรรทุกสินค้าด้วย ตอนนั้นแม่ก็ยังตั้งท้องพี่ชาคนที่สองด้วย พ่อไปส่งแม่ถึงเมืองจีน และอยู่จัดการอะไรต่างๆสี่เดือนก็เดินทางกลับมาเมืองไทยอีก ที่เมืองจีน ชะตาชีวิตของแม่ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตอนที่แม่กลับไปเมืองจีบใหม่ๆก็มีเงินก้อนหนึ่งไปซึ้อที่นามาได้แปลงหนึ่งเป็นที่ๆอุดมสมบูรณ์พอใช้ ก็ได้อาศับที่ผืนนั้นปลูกพืชผักใว้กิน แล้วก็กันส่วนหนึ่งใว้ปลูกข้างด้วย เตี่ยกลับมาเมืองไทย ก็ทำมาค้าขายได้เงินมาก็เอาให้ลุงส่งไปให้ที่เมืองจีน แม่ไปอยู่เมืองจียได้ไม่นานสงครามโลกครั้งที่สองก็เกิด ญี่ปุ่นบุกเมืองจีน (คงต้องพักแค่นี้ก่อนนะ)
posted by non . at 12:41 AM
Tuesday, October 3, 2000
หลังจากที่เตี่ยเห็นแม่แล้วเกิดชอบ ก็ปรึกษากับผู้ใหญ่ก็มีการสืบดูว่าแม่เป็นไครมาจากไหน เมื่อรู้แล้วก็จัดการให้แม่สื่อไปทาบทาม คือสมัยนั้นการที่จะแต่งานกัน ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีแม่สื่อการตกลงอะไรจะต้องผ่านแม่สื่อ เมื่อส่งแม่สื่อไปทาบทามแล้วทางฝ่ายแม่ ก็จัดการส่งสายสืบมาสืบประวัติเตี่ยว่าเป็นคนอย่างไร ทางสายสืบก็มาสืบได้ว่าเตี่ยเป็นคนขยัน กตัญญู ไม่ดื่มสุรา บุหรีมีเล็กน้อย การพนันมีบ้าง เรื่องการพนันก็เป็นที่รังเกียจของฝ่ายเม่ แต่ทางเตี่ยก็แก้ว่า ผู้ชายก็ต้องมีบ้าง ก็เป็นการตกลงกันว่าจะแต่ง ก็มาเกี่ยงว่าอายุต่างกัน6ปี ซึ่งคนจีนถือว่าชง(การครองเรือนอาจจะไม่ราบรื่น) แต่ผู้ใหญ่บางคนก็บอกว่ามันไม่แน่ ก็ให้ไปถามเซียนซือดู(เซียนซือก็คือแปดเซียน คือเขาจะมีการเข้าทรงแปดเซียน)ถ้าเซียนบอกว่าได้ก็เป็นอันว่าตกลง ก็ไปถามเซียนเซียนบอกว่าได้ เซียนก็ได้ให้ฮู้(ฮู้คือกระดาษสีเหลืองที่เซี่นเขียนเป็นยันต์แล้วประทับตรา มาทำพิธีแก้เคล็ด ก็เป็นอันว่าเตี่ยได้แต่งกับแม่สมความตั้งใจ อาชีพของเตี่ยตอนนั้นก็คือเป็นพ่อค้าขายหมู สมัยนั้นไม่มีเขียงหมูเหมือนสมัยนี้ คนขายก็จะเอาเนื้อหมูใส่กระจาดแล้วก็เดือนเร่ขายไปตามหฒุ่บ้านต่างๆ ไม่มีรถเหมือนสมัยนี้ วันหนึ่งวันหนึ่งต้องเดือนเป็นสิบๆกิโลเมตรลำบากมาก ปู่กับย่าก็เลี้ยงหมูอยู่หลายตัว แม่ก็ต้องช่วยเลี้ยงหมู วิธีเลี้ยงหมูสมัยก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์พื้นเมืองสีดำหลังแอ่น อาหารก็ใช้หยวกกล้วยบ้างผักขมบ้างเอามาผสมกับปลายข้าวเอามาต้มระยะเวลาเลี้ยงเป็นปีกว่าจะขายได้ ก็เพราะต้องไปหาต้นกล้ยนี่เหละ ปู่ไปแบกต้นกล้วยแต่เสียหลักโดยต้นกล้วยทับ กลับมาก็ไม่บอก แต่ว่ามีอาการซ้ำในอยู่ หลังจากนั้นไม่นานก็มีอาการฉี่เป็นเลือดแล้วก็เป็นอัมพาต แม่ต้องดูแลปู่อยู่สามปีกว่า ปูก็สิ้นใจในวันส่งท้ายปีเก่าของจีนพอดี สมัยนั้นงานศพเข้าจะไม่ใว้ข้ามปีปู่ต่ยวันนั้นก็ต้องเอาไปฝังเลย ซึ้งแม่ก็เสียใจมาถึงทุกวันนี้ว่าไม่มีโอกาสได้จัดงานศพให้ปู่ (พอก่อนนะครับ ตอนต่อไปก็คือ กลับเมืองจีน)
posted by non . at 9:29 PM
แม่บอกว่าอายุ12ก็ต้องพายเรือไปขายของเพื่อเลี้ยงครอบครัวแล้ว ทั้งๆที่ไม่รู้หนังสือไม่ว่าภาษาไทยหรือจีน แม่ไม่ได้เรียนหนังสือ โชคยังดีที่แม่ยังคิดเลขได้ดูตาชั่งได้ ตาชั่งสมัยก่อนนี้เป็นตาชั่งจีน มีจานที่แขวนด้วยโซ่เส้นเล็กๆสามเส้น อยู่ตรงหัวคาน แล้วมีลูกตุ้มที่แขวนด้วยโซ่เช่นกัน แต่ลูกตุ้มจะเลื่อนไปมาได้บนคานจะมีเครื่องหมายบอกน้ำหนักเป็นชั่ง(หนึ่งชั่ง เท่ากัยหกร้อยกรัม)เวลาชั่งก็เอาของใสจานแล้วก็เลื่อนลูกตุ้มบนคานจนกระทั่งคานขนานกับพื้นดินแล้วจึ่งอ่านนน.แม่ผายรือขายของหลายปี ต้องพายทวนน้ำหรือตามน้ำ ถ้าพายทวนน้ำก็เหนื่อยหน่อย ยิ่งถ้ามีเรือใหญ่มายิ่งลำบาก เพราคลื่นจะสูง แล้วแม่ก็ว่ายน้ำไม่เป็นด้วยจนทุกวันนี้ เพราะตาหลังจากเรือโดนไฟำหม้แล้วก็หมดอาลัยตายหยาก หันไปสูบฝิ่น ซึ่งตอนนั้นฝิ่นยังถูกกฏหมาย แต่ชะตาชีวิตแม่ก็ต้องเปลี่ยนไป ตอยแม่อายุ17 ก็ได้ตามญาติมาเที่ยวงานที่ศรีราชา กามเทพก็เล่นตลก เตี่ยซึ่งอพยบมาจากเมืองจีนตั้งแต่เด็กๆคือตามปู่กะย่ามาก็มาอยู่ที่ศรีราชา เกิดไปเห็นแม่เข้า เทวกาก็ฉุดไม่อยู่เสียแล้ว แต่สมัยนั้นการจีบผู้หญิงเป็นเรื่องต้องห้ามหยิงชายห้ามคุยกันทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ถ้าอยากได้ก็ต้องใช้แม่สื่อไปสู่ขอ(อยารู้เรื่องต่อ โปรดติดตามตอนต่อไป)
posted by non . at 12:18 AM
Monday, October 2, 2000
อยากจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับแม่ผมให้ฟัง เผื่อไครมีเรื่องของไครที่คิดว่าลำบากกว่าแม่ผมก็เขียนมาเล่าสู่กันฟังนะ แม่เกิดที่ประเทศจีน พออายุได้10ขวบ ก็มาเมืองไทยมาอยู่ที่คลองด่านจ.สมุทรปราการ แม่เล่าว่าสมัยนั้น ที่คลองด่าน กุ้งหอยปูปลา ยังอุดมสมบูรณ์ คุณตามีอาชีพค้าขายทางเรือ คือมีเรือใบแล้วก็เอกพวกผลไม้หรือของกินของใช้ต่างๆ ไปเร่ขายตามคลองต่างๆ โชคไม่ดีเรือถูกไฟใหม้ หมดเนื้อหมดตัว แม่ต้องพายเรือเล็กไปขายของแทนทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็น ตอนนั้นแม่เพิ่งอายุ12ขวบเอง เช้าขึ้นตีสามตีสี่ต้องตื่นมาเตรียมพวกผักต่างๆ ลงเรือพาย ยายก็ทำเต้าหู้ให้แม่ไปขายด้วย เย็นกลับมาก็ต้องซักเสื้อผ้าที่ใส่ตาก เช้าก็เอามาใส่ต่อเพราะมีเสื้อผ้าชุดเดียว ถ้าฝนตกเสื้อผ้าไม่แห้งก็ต้องใส่ทั้งที่เปียกๆ แล้วก็ไม่รู้หนังสือด้วยพูดไทยได้บ้าง แม่มีพี่น้องสี่คน แม่เป็นคนโต มีน้องชายคนน้องสาวสองคน เพราะความจน ยายได้ยกน้องสาวแม่ให้เขาไปหนึ่งคน มาถึงทุกวันนี้ก็ไม่รู้จักหรือพบกันอีกเลย (อยากอ่านต่อไหม ถ้าอยากก็บอกมานะ)
posted by non . at 1:38 AM
Friday, September 29, 2000
test ทดสอบ
posted by non . at 10:13 PM
|