ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม
อยู่บ้านทั้งวันเลย แถมเกือบทุกวันอีกต่างหาก
เซ็งๆ แบบไม่มีอะไรทำเลย
จะเล่นเน็ตทั้งวันคุณแม่ก็จะดุเอา
จะไปเที่ยวซะก็เบื่อแล้ว
ทั้งๆที่ไม่ได้ออกไปไหนบ่อยๆ ซะด้วยสิ
ว่าแล้ว.......ก็เลยหยิบดินสอ พร้อมสมุดเล่มน้อย
แล้วก็ยางลบ มาขีดๆ เขียนๆ เล่นๆ พอไม่ให้ว่าง
แต่คิดไปคิดมา ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไร
ไหนๆ ก็ไหนๆ ลองแต่งเรื่องซักเรื่องขึ้นมาน่าจะโอเค
ก็เลยเริ่มบรรเลงทันที
คิดไปคิดมา สมุดเล่มนี้อาจจะหายไปก็ได้
แล้วทำไงดีน้าาาาาาาาา
เอามาลงตอนนี้เลยละกัน
เรื่องมันมีอยู่ว่า
..
กาลครั้งหนึ่ง นานแสนนานมาแล้วล่ะ
ณ ป่าแห่งหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์
รวมทั้งสัตว์ป่าชนิดต่างๆ
แต่แปลกที่ป่าแห่งนี้
..ไม่มีดอกไม้เลยแม้แต่ดอกเดียว
และแน่นอนว่า สีสันของป่านี้คงจะไม่มีเลยก็ว่าได้
มันก็เปรียบเหมือนชีวิตของคนเรานั่นแหละ
ถ้าขาดสีสันไป
ก็คล้ายๆ กับว่า
เราขาดอะไรไปบางอย่างนั่นแหละ
ป่านี้ก็เหมือนกัน
เมื่อขาดดอกไม้
เหล่าผีเสื้อ ผึ้ง หรือแมลงต่างๆ ก็อยู่ไม่ได้
แล้วสัตว์ที่กินแมลงอย่างพวกกบล่ะ
นั่นก็หมายถึงว่า
จะมีผลกระทบต่อกันไปเป็นทอดๆ
และอีกไม่นานก็จะไม่มีสัตว์ป่าอยู่ในป่านี้อีกต่อไปเป็นแน่
เหล่าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย
จึงปรึกษาหารือกันอย่างเร่งด่วน
แต่ก็ยังหาแนวทางการแก้ปัญหาไม่ได้
และแล้วนกสีฟ้าตัวน้อยก็พูดขึ้นว่า
ในเมื่อเราแก้ปัญหากันเองไม่ได้ แล้วทำไมถึงไม่ให้ใครช่วยล่ะ
แล้วใครจะช่วยเราล่ะ ลูกช้างกึ่งถามกึ่งออกความเห็นบ้าง
ก็ผู้อาวุโสไง ที่เราเรียกกันว่า ลุงเต่า น่ะ นกน้อยตอบ
น่าแปลกใจที่สัตว์ทุกตัวลืม ลุงเต่า ไป
ซึ่งเป็นผู้อาวุโสและฉลาดที่สุดในป่าแห่งนี้
และเมื่อนกสีฟ้าได้เตือนขึ้นมา
ทำให้สัตว์ต่างๆ นึกได้
จึงพากันไปขอความช่วยเหลือ
แต่คำตอบที่ได้ไม่ค่อยสบอารมณ์สัตว์ต่างๆ ที่ไปขอความช่วยเหลือเท่าไหร่นัก
นั่นคือ ไปขอความช่วยเหลือจากต้นไม้ใหญ่กลางป่าดูสิ
เผื่อเค้าจะช่วยพวกเจ้าได้
สัตว์ทั้งหลายอุตส่าห์เดินทางมาแสนไกล
เพื่อที่จะได้รับคำตอบเท่านี้น่ะหรือ
นั่นแหละ
คือสาเหตุหลักสำคัญ
ที่ทำให้พวกเค้าไม่พอใจ
แต่เพื่อการอยู่รอดของลูกหลาน
เหล่าสัตว์ต่างๆ จึงต้องเดินทางไปหา
ต้นไม้ใหญ่ ตามที่ลุงเต่าแนะนำ
เมื่อถึงที่หมาย
บรรดาสัตว์ทั้งหลายก็ต่างตกตะลึงกับ
ความสูงใหญ่ของต้นไม้ต้นนั้น
สมชื่อจริงๆ ต้นไม้ต้นนี้ใหญ่เหลือเกิน ยีราฟคอยาวแหงนหน้ามอง
นั่นสิ สัตว์ต่างๆ พากันเห็นด้วย
ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ใหญ่มาก
มันแผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วบริเวณ
ลำต้นใหญ่และแข็งแรง
เมื่อมาอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนี้
จะเย็นสบายและสดชื่น
ทำให้สัตว์ทั้งหลายที่เดินทางมาใช้เป็นที่พักผ่อน
อีกทั้งข้างๆ ต้นไม้ใหญ่
มีลำธารสายน้อยที่มีน้ำใสสะอาดแลเห็นตัวปลา
และเย็นชื่นใจ
พวกสัตว์จึงใช้บริเวณดังกล่าวนี้แหละ
เป็นที่นอนค้างอ้างแรม
เพราะเวลาที่สัตว์ต่างๆ มาถึงต้นไม้ใหญ่ก็เย็นมากเต็มที
พระอาทิตย์ที่ใกล้จะตกดิน
ส่องแสงสีส้มแสด
ตัดกับท้องฟ้าใสสีคราม
ช่างเป็นบรรยากาศที่สวยงามจริงๆ
แล้วเช้าวันใหม่ก็เริ่มขึ้น
จะว่าไปแล้วสัตว์ทุกตัวลืมไปแล้วล่ะ
ว่าพวกเค้ามาที่นี่กันทำไม
จนลิงเจ้าปัญหาพูดขึ้น
นี่..ทุกท่าน พวกเรามาที่นี่เพื่ออะไรลืมไปแล้วหรือ?
นั่นสิ
เราลืมไปเลย ว่าแต่ว่าที่นี่สวยจริงๆ กระต่ายสีขาวขนปุยกล่าว
ฉันว่า..เราคงต้องขอร้องให้ต้นไม้ใหญ่ช่วยแล้วล่ะ หมีน้อยอยากมีส่วนร่วม
แล้วพวกเราจะพูดยังไงดี? ลิงเจ้าปัญหาไม่วายถามขึ้นอีก
ให้หมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์พูดสิ ฉันว่าเค้าน่าจะมีความคิดที่ดีนะ ลูกเจี๊ยบเสนอ
นั่นสิ..เป็นความคิดที่ดีนะ ว่าไงล่ะท่านจิ้งจอก กวางหนุ่มสัมทับ
ก็ได้
จะเริ่มเลยมั้ยล่ะ จิ้งจอกถาม
แล้วท่านจะรออะไรอยู่ล่ะ
ถ้าไม่มีก็เริ่มได้เลย ยีราฟคอยาวถามบ้าง
เอ่อ
.ท่านต้นไม้ใหญ่
ได้ยินข้ามั้ย? จิ้งจอกเจ้าเล่ห์เริ่มจุดประสงค์ที่เดินทางมา
ได้ยินสิ
ข้ารู้แล้วด้วยว่าพวกเจ้ามาที่นี่ทำไม และเพื่ออะไร ต้นไม้ใหญ่ตอบ
งั้นข้าก็ไม่ต้องพูดมากให้เสียเวลาแล้วสินะ..ในเมื่อท่านทราบ
อืมม..จะว่างั้นก็ได้นะ แต่ว่าข้าก็ยังคิดไม่ตกว่าจะช่วยยังไง
ท่านสามารถเปลี่ยนสีตัวท่านได้ไหมล่ะ จิ้งจอกเจ้าเล่ห์เริ่มแสดงปัญญา
ก็ได้แต่ตอนที่เป็นฤดูผลัดใบน่ะ หรือไม่ก็ตอนใบไม้ที่ปกคลุมลำตัวข้าจะตาย
แล้วสีอื่นล่ะท่าน อย่างเช่นสีตามลำตัวของพวกเราน่ะ
คิดว่าไม่นะ
ลองดูหน่อยเถอะท่าน นะ..พวกเราข้าขอร้อง
จะลองดูนะ
ว่าแล้ว..ต้นไม้ใหญ่ก็ลองเปลี่ยนสีใบไม้
ที่ปกคลุมตนเอง
แต่ก็ไม่เกิดผล
นอกจากจะได้ใบไม้ที่แต่สีเขียวและน้ำตาลเท่านั้น
บรรดาสัตว์ทั้งหลายเริ่มผิดหวัง
ท้อแท้และหมดกำลัง
ข้าพยายามแล้ว..แต่ไม่เป็นผลน่ะ ต้นไม้ใหญ่กล่าวเสียผิดหวังเล็กน้อย
แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะทีเนี้ยะ จิ้งจอกเจ้าเล่ห์เริ่มแสดงท่าทีที่ผิดหวัง
ฉันว่าต้องมีอย่างอื่นที่เปลี่ยนสีได้แน่นอน ที่ไม่ใช่ใบไม้ นกน้อยสีฟ้ากล่าวขึ้น
แล้วอะไรล่ะ
เผื่อข้าจะช่วยได้ ต้นไม้ใหญ่ถาม
เพื่อฉันที่ป่าอื่นเคยบอกว่า มีสิ่งๆ หนึ่งที่เป็นส่วนของต้นไม้ แต่มีสีสรรมากมาย ใจกลางมีสิ่ง
หนึ่งที่เรียกกันว่า เกสร มันจะงอกตามต้นไม้บ้าง กอหญ้าบ้าง แต่ฉันว่ามันต้องมีสีที่สวยงาม
มากๆ แน่นอน แต่ฉันไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเรียกว่าอะไร นกน้อยกล่าวพร้อมจินตนาการ
แต่ก็มีแต่เจ้านะ ที่น่าจะรู้ เพราะเจ้าบินได้ จิ้งจอกถาม
มันก็ใช่นะท่าน แต่ข้าไม่แน่ใจ
แล้วมันเรียกว่าอะไรล่ะ
ดอกไม้
เอ..ดอกไม้ คุ้นๆ แฮะ!!! ต้นไม้ใหญ่เหมือนจะคุ้นเคยกะชื่อนี้
แล้วมันคืออะไรล่ะท่าน จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ไม่วายสงสัย
ก็อย่างที่นกน้อยบอกนั่นแหละ
แล้วท่านสามารถทำให้พวกเราดูได้มั้ยล่ะ
ข้าไม่แน่ใจ
ลองดูเถอะท่าน
เพื่อป่าแห่งนี้
แต่ว่าคงไม่ใช่ข้าหรอก..ที่จะทำให้เกิดดอกไม้ได้น่ะ
แล้วจะใครล่ะท่าน
น้องบุปผาน่ะ น้องสาวข้าเอง
งั้นพวกเราจะไปหา ขอบคุณท่านมากๆ นะ
อืมม
ขอให้โชคดี
และแล้ว..บรรดาสัตว์ป่าทั้งหลาย
ก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อไปหา น้องบุปผา
ความหวังเดียวและความหวังสุดท้ายของพวกเขา
เมื่อพบกับน้องบุปผา
เหล่าสัตว์ทั้งหลายก็พากันแปลกใจ
เพราะว่า
น้องบุปผามีสีสันสวยงามอยู่บนลำตัว
นี่แหละ!! ที่เค้าเรียกกันว่าดอกไม้ นกน้อยสีฟ้ากล่าวขึ้น
สวัสดีจ้ะทุกคน มาหาฉันหรอ น้องบุปผากล่าวขึ้น
คุณคงเป็นน้องบุปผาสินะ จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ถาม
ใช่จ้ะ
.แถบนี้เค้าเรียกฉันว่า โป๊ยเซียนน่ะจ้ะ
คุณช่วยทำให้ดอกไม้พวกนี้ กระจายไปทั่วป่าของเราได้มั้ย จิ้งจอกเริ่มดำเนินงาน
ได้สิ
แล้วฉันจะลองดูนะ แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะทำได้รึเปล่า
ไม่ลองก็ไม่รู้นี่
จ้ะ
แล้วฉันจะลองดู
ขอบคุณนะ
พวกท่านจงกลับไปอยู่ในที่ที่พวกท่านจากมา อีกไม่เกิน 3 วันให้หลัง จะเกิดสิ่งที่พวกท่าน
ต้องการ น้องบุปผาพูดเชิงให้คำมั่น
พวกสัตว์ทั้งหลายต่างดีใจกันมาก
เพราะได้ดังที่ใจตนปรารถนา
จึงเดินทางกลับในที่ที่เคยอยู่อาศัย
แล้วพวกเขา
ก็กลับถึงถิ่นเดิมในเวลาเย็น (อีกแล้ว)
ตอนกลางดึก
ฝนตกหนักอย่างรุนแรง
เหมือนจะเกิดพายุฝนในหน้าร้อนยังไงยังงั้น
แต่รุ่งเช้า
กลับเป็นที่น่าแปลกใจ
ดอกไม้ใหญ่น้อย พากันออกดอกกันอย่างมากมาย
สีสันสวยงามช่วยทำให้บรรดาสัตว์สดชื่น
เริ่มมีแมลง..ผีเสื้อ และสัตว์ต่างๆ
ที่ใช้ชีวิตคู่กับดอกไม้สวยงาม
แล้วทีนี้
..
คงหมดห่วงได้ซักทีนะ
วงจรชีวิตหรือห่วงโซ่อาหารของป่านี้
ก็คงจะสมบูรณ์ตลอดไป
หากไม่มีมนุษย์เข้ามาทำลายซะก่อน
เราจึงจะเห็นได้ว่า
ธรรมชาติคือสิ่งที่สวยงาม
และสรรสร้างขึ้นเอง..โดยไม่มีใครกำหนด
ทุกชีวิต
ต่างดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่รอด
และคงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของตน
มนุษย์เราเอง
ก็พยายามคงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ที่ตนมีเช่นกัน
แต่เรา
ใช้ชีวิตโดยการทำลายธรรมชาติที่สวยงาม
มนุษย์ดำรงชีวิตไว้ด้วยความเห็นแก่ตัว
และมีความสุข สะดวกสบาย
บนความทุกข์ยากของสิ่งอื่น
ความรู้ความสามารถที่มี และพัฒนาขึ้น
ก็กลับมาใช้ในด้านอำนวยความสะดวกอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
มนุษย์
ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ประเสริฐที่สุด
แต่ไฉนเลย..ถึงได้นำชื่อนี้มาทำลายเสีย
นั่นก็เพราะความเห็นแก่ตัวนั่นเอง
ดังนั้น เราจึงควรหยุดการทำลาย
หยุดความเห็นแก่ตัวที่มี
แล้วสร้างพร้อมทั้งหยิบยื่น
สิ่งดีๆ ในคนรอบข้างและรอบตัว
แล้วสังคมของเรา
คงจะสงบสุขขึ้นอีกเยอะเลยล่ะทีเนี้ยะ!!!
ห่างหายจาก diary online เสียตั้งนาน
ก็ต้องมีคิดถึงกันบ้าง....เป็นธรรมดา
แต่จะให้มีเวลามาเขียน มาพิมพ์ได้ยังไงล่ะ
ในเมื่อปิดเทอมช่วงเนี้ยะ! ไม่เหมือนปิดเทอมเอาซะเลย
อุตส่าห์ไม่เรียนพิเศษอะไรแล้วนะเนี่ย
แต่ก็ไม่วายไม่ว่างจนได้......ให้ตายสิโรบิน
ก็เพราะว่า พึ่งกลับมาจากพัทยาสดๆร้อนๆ
(ความจริงไปต่างจังหวัดไปพักผ่อนนี่คือเรื่องดีนะ
แต่สำหรับตัวเองล่ะก้อ...ไม่ค่อยเลยล่ะ)
แล้วก่อนหน้านี้ 2 สัปดาห์ก็ไปเข้าค่ายฯอีก
ส่วนเวลาระหว่างนี้น่ะหรอ..??
ก็พยายามเข้าแล้วล่ะ แต่มีเรื่องนิดหน่อย
ก็เผอิญว่าเครื่องคอมฯ น่ะสิ ไม่ค่อยเป็นใจเลย
เรื่องของเรื่องคือว่ามันไม่ค่อยสบายน่ะสิ
เฮ้อ........แย่จังเลยยยย
สงสัยคงต้องเก็บตังค์อีกนานล่ะมั้ง
กว่าจะได้คอมฯเครื่องใหม่
มีให้ใช้ก็ทนๆ ไปก่อนละกัน ดีกว่าไม่มี
เดี๋ยวๆ ก็เปิดเทอมแล้วนะเนี่ย งานช่วงปิดเทอมหรอ..?
ไม่ต้องพูดถึง ยังไม่เดินเลยล่ะ
แล้วก็เชื่อว่าเพื่อนๆ อีกหลายๆ คนก็คงยังเหมือนกัน
ยังไม่ทันได้เที่ยวหรือพักผ่อนอะไรเล้ยยย
ก็เปิดเทอมซะและ....ว้า!!! แย่จังเลย
ต้องมาตั้งหน้าตั้งตาเรียนกันต่อไป
แต่ยังไงๆ มันก็คือหน้าที่ของนร.ทุกคนน่ะเนอะ
ก็ต้องขยันกันไป.........
กว่าจะปิดเทอมก็นู่น!!! มีนาแน่ะ...
แล้วก็ต้องสอบแข่งขันอีก
คิดแล้วเหนื่อยจัง....ยังไงซะ เดือนมีนาหรือเดือนไหน
มันก็คือเดือนอนาคต ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อนแล้วกันเนอะ
หลังจากที่ทนปัญหาของเจ้าเครื่องคอมฯมานาน
จนทำให้ไม่มี icq ไว้เล่น ติดต่อใครก็ไม่ได้
ก็เกิดเหตุการณ์ประมาณ Big problem ทีเดียวแหละ
ก็คือว่า windows หาย เฮ้อ...เซ็งเป็นบ้าเลย
ทำไงดีน้าาาาา ไอไม่มี icq เล่นยังพอทนนะเนี่ย!!
แต่ไม่มี com ให้เล่นเลยนี่สิ ชักเซ็ง
คงไม่มีคอมให้เล่นไปอีกแสนนานเลยล่ะมั้ง
เพราะว่าตรงกับช่วงเปิดเืทอมพอดี
แต่การที่ไม่มีคอมฯ ให้เล่นคงหยุดอาการที่ว่า
"ฟุ้งซ่าน" ไปได้ซักระยะล่ะมั้ง
เล่นมานาน พักซะบ้างก็คงเป็นอะไรที่ดีไม่ใช่น้อย
แตุ่้ถ้ากลับมาใหม่พร้อมเครื่องคอมฯที่ดีกว่าเดิมแล้วล่ะก้อ...
คงไม่มีปัญหาที่จะแวะเวียนมาที่ diray online เล่มน้อยๆ
เล่มนี้แล้วล่ะมั้งเนี่ย!!!
ทีเนี้ยะล่ะก้อ...คงมีอะไรสนุกๆ ให้ทำแล้วล่ะ
I'll be back
กลับมาแย้ว เย่!!!
คอมฯ หายไม่สบายแล้วล่ะ
คราวนี้ก็เล่นได้อย่างสบายใจซะที
แต่ว่านึกๆ ดูแล้วก็เปิดเทอมแล้ว
สงสัยจะเข้ามาเล่นได้ก็ต่อเมื่อมาหางานแล้วล่ะมั้ง
เพราะงานเยอะมากๆ เหลือเกิน
ทำกันไม่หวาดไม่ไหวจริงๆ เล้ยยยย
วันนี้มีเรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อย
จะว่าไปมันก็คงไม่แปลกอะไรมั้ง
อาจจะเรียกได้ว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เลยก็ว่าได้
เพราะห่างไกลจากเหตุการณ์นี้เหลือเกิน
คือว่าวันนี้ก็เหมือนทุกๆ วันที่มีเรียนคาบ 0
(เริ่มเรียน 7.30-8.20 ไม่ต้องเข้าแถว)
คล้ายๆ โฮมรูมของโรงเรียนอื่น
แต่เป็นวิชาจริยธรรมและส่งเสริมคุณความดี
(ชื่อหรูมากล่ะ แต่ก็ไม่ต่างจากชม.พระพุทธฯ
ตรงไหนเลย มีสวดมนต์กะนั่งสมาธิ)
แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือวันนี้ไปเรียนคาบ 0 สาย
เริ่มเรียน 7.30 ดันไปซะ 7.40 เชียว
เข้าไปถึงเค้ากำลังจะเริ่มสวดมนต์ยาวกันพอดี
(ประมาณว่าไม่สายก็ได้มั้ง)
หลังจากที่สวดมนต์ยาวเสร็จ นั่งสมาธิและ
แผ่เมตตาเป็นที่เรียนร้อยแล้ว...
ก็มีอาจารย์ท่านหนึ่ง มาสอนมารยาทแล้วก็
"การไหว้" ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของไทยนั่นแหละ
แต่เด็กไทยเองแท้ๆ กลับไหว้ได้ไม่สวยเอาซะเลย
แม้แต่ผู้หญิงบางทียังไหว้งอกแงกยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก
(อันนี้ได้หมายรวมถึงผู้พิมพ์ด้วยนะคะ)
อ้อ...บอกซักนิดหน่อยก่อนดีกว่าว่า
ห้องที่กำลังทำการปรชุมนี้อยู่นั้น
เป็นห้องเรียนธรรมดาห้องหนึ่ง
เพียงแต่ยกโต๊ะทุกตัวออกไปกลายเป็นห้องโล่งๆ
แล้วเอานร.ม.1-3 มาอยู่รวมกัน
รวมๆ แล้วก็ประมาณ 200 กว่าคน
(รร.มีเด็กน้อยค่ะ) แต่ถ้ามาคิดดูจริงๆ
ก็คงไม่ถึงดี มีประมาณ 100 กว่าๆ เท่านั้นแหละ
เพราะคาบ 0 มักมีคนมาสายเสมอ
พออาจารย์อบรมมารยามเสร็จแล้ว
ก็เปิดเทปให้ฟัง เทปอะไรก็ไม่รู้ล่ะ
พอเริ่มเปิดก็น่าหลับและ มีเสียงเพลงกล่อม
เหมือนเสียงเพลงกล่อมเด็กนอน
แล้วก็มีเสียงจั๊กจั่นผสมอยู่ด้วย
ครูหัวหน้าสายม.ต้นก็ยืนอยู่ข้างหน้าห้อง
เปิดได้ไม่ถึง 2 นาที ยังไม่ทันที่จะมีเสียงใด
เล็ดลอดออกมาจากเทปนอกจากเสียเพลง
คุณครูก็ถลาเข้ามาเหมือนกับสะดุดอะไรซักอย่างเข้า
แล้วก็นั่งลงเหมือนล้มลงไป
แต่แท้ที่จริงไม่ใช่หรอกค่ะ
มีเด็กชัก ชักแบบว่าเป็นลมบ้าหมู
เค้านั่งแบบหน้าๆ ห้องเลย
ไอเราก็นั่งซะหลังเชียว เลยไม่ค่อยเห็นเหตุการณ์
อีกอย่างไม่อยากมุงด้วยแหละ
กลัวเค้าหายใจไม่ออก
ชักชนิดที่ว่ากัดปากตัวเองแตกเลือดออกเป็นทางเลย
น่ากลัวจัง ตอนนี้ก็ยังกลัวไม่ค่อยหายเลย
น่าสงสารมากค่ะ ตอนนี้เค้ากำลังอยู่รพ.
แล้วถ้าจู่ๆ เกิดเหตุการณ์แบบนี้ใกล้ตัวคุณล่ะคะ
posted by Nually . at 12:18 PM