มองหน้าต่างบ้านแมงมุม...
ถักให้เป็นใยสาน มีหลายด้านบานหน้าต่าง ประสานเป็นตาราง แมงมุมสร้างใยขึ้นมา คนเราสร้างความคิด หลากหลายทิศหลากหลายผ้า มุมมองมีหลายตา ไม่มีหน้า.....ที่เป็นจริง

This page is powered by Blogger. Isn't yours?
บ้านของซูเปอร์ชินจังเองกั๊บ

ช่องใบ้หวย


ไปอ่านกรุเก่าบ้านแมงมุม
Monday, September 10, 2001
__________โรงบ่มเริ่มแล้ว_________

วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มเรียนโรงบ่ม
สอนโดย พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์
พี่แกเป็นกันเองมากและสอนสนุกไม่เครียด
ไม่ได้สอนแบบเอาเป็นเอาตาย แต่เน้นแนะนำเทคนิคมากกว่า
การบ้านวันแรก ให้ไปแต่งเนื้อร้องตามทำนองที่ให้มา
เพื่อดูแนวทางแต่ละคนว่าเป็นยังไง
ดูว่าใส่เสียงถูกตามทำนองคลองธรรมหรือเปล่า

วันนี้เอาหนังสือทำมือ มองหน้าต่างบ้านแมงมุมไป ๔ เล่ม
ให้พี่จิกและพี่ไทละมุง
หนูเพลงกับหมวยเล็กขอซื้อไปอีกอย่างละเล่ม

มีคนขอจองให้เอามาในคราวหน้าอีกนิดหน่อย
อยากบอกว่า ที่จริงไม่ได้อยากขายเลย ฮือๆ
แต่เนื่องจากตกงานมานาน
เงินเก็บเริ่มหมด เลยต้องหาทุนเอาไว้ผลิตเล่มต่อไปนะ
นะนะนะนะนะ-อิอิ

หลังเรียนโรงบ่มจบได้ไปทานอาหารร่วมโต๊ะกับพี่จิก
แต่นั่งคนละมุมเลยไม่ได้พูดอะไรหรอก
แต่จริงๆที่ไปก็เน้นความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและรุ่นพี่มากกว่า

มีเรื่องตลกนิดหน่อย
หมวยเล็ก เธอเสนอไก่สามอย่าง
ผม ตอบรับโดยไม่ลังเล แหม ชอบกินไก่อยู่แล้ว
.......
อาหารทยอยเสริพ์
ข้าว..........พร้อม
ไก่สามอย่างค่ะ เสียงพนักงานดังขึ้น
พวกเราดีใจเล็กๆ พร้อมกับหันไปมองที่จานอย่างเลิกลั่ก
ที่จานนั้นประกอบด้วย มะนาว ขิง หอมแดง ถั่วทอด กุ้งแห้ง (ทุกอย่างซอยเป็นชิ้นเล็กๆ)
ไหนหว่าไก่ (เราคิดพร้อมมองหา)

เสียฟอร์มเล็กน้อยที่มารู้ที่หลังว่า อาหารที่เค้าตั้งชื่อว่า ไก่สามอย่าง ไม่มีไก่เป็นส่วนประกอบ

..................
เห้นว่าทุกร้านจะเหมือนกันหมด
ไก่สามอย่าง ไม่มีไก่
((เสียงโห่ดังแว่วเข้ามา))

ไปทำการบ้านดีกว่า



Thursday, September 06, 2001
__________ความท้าทายใหม่_________

หลังจากงาน Fat Festival...
มองหน้าต่างบ้านแมงมุม ขายได้ ๘๘ เล่ม
ยาเม็ดลูกกลอน ๒๘ เล่ม
นิทานลูกแก้ว ๓๒ เล่ม

ฮึกเฮิมแบบฉับพลัน
อยากเป็นนักเขียน แต่ขั้นตอนการเดินทางช่างยุ่งยาก
นักเขียนแค่หนังสือทำมือ มันก็ดีนะผมว่า
หลังเมากับไอก็อตไปหนึ่งยก
ได้โปคเจคยักษ์มาหนึ่งอัน

หนังสือทำมือ ... ก็เจ๋งได้
หนังสืออื่นต้องหันมามองแล้วขยี้ตา๒-๓หน
อะไรหรือ โปรดติดตามตอนต่อไป

ขนลุกและฮึกเฮิมสุดๆ



Friday, August 24, 2001
__________ผมมันแย่จริงๆ

มีผู้หญิงที่น่ารักเดินเข้ามาในชีวิต
เธอดูแลผมทุกอย่าง
เธอซื้อขนมมาให้ประจำ
เธอให้กำลังใจมาตลอด
เธอปลุกไฟใส่ความฝันให้ผม
เธอเป็นคนดี
เธอมองโลกในแง่ดีทุกอย่าง(ยกเว้นมองผม)

ผมเป็นคนเลว
คนดีกับคนเลวจึงไปด้วยกันไม่ได้
หรือไง?



Thursday, August 23, 2001
................

ไม่มีเวลาเลย
จะมาพูดเรื่องวันเกิด
จะมาเขียนบล็อก

พอดีช่วงนี้ยุ่งมากกับเรื่องหนังสือทำมือ
วันๆอยู่แต่หน้าคอม.
แถมมีเรื่องส่วนตัวมารุมเร้าจิตใจ
กำลังกลุ้มเอามากๆ

ขอโทษ
หลังวันที่๒ คงได้เจอกัน



__________ลอย__________

ใครเคยตั้งใจที่จะทำอะไรให้ดี แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเละ
เวลาพูดหรืออธิบายอะไรให้ใครฟัง แล้วไปกันใหญ่
อยากจะให้เข้าใจ กลับทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราไปด่าเค้า
พูดตรงๆ กลับกลายเป็นเรื่องไม่ดี
บอกว่าห่วง กลับถูกหาว่าไม่ไว้ใจกัน
อยากกอดหัวใจเอาไว้ แต่กลับหล่นลงพื้น

...............
มีหลายคนที่รู้จักเราผิวเผินแล้วรู้สึกดีกับเรา
เลยยิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นๆ
แต่สุดท้ายเค้าผิดหวัง

อยากจะบอกว่า ผมไม่ใช่คนดีอย่างที่คุณคิดหรอกครับ
อย่ามาคาดหวังผมเลย

ใครๆก็อยากเป็นคนดี
แต่ดีสำหรับใคร ในเมื่อไม้บรรทัดของแต่ละคนมันต่างกัน
........



Saturday, August 11, 2001
__________เบลอ__________

เที่ยวจนดึกดื่น....ค่อนคืน
เจอไทมุงกรุ๊ปย่อยที่โต๊ะคิม .....เมา
ไปต่อที่บ้านก็อตสิล่า..............เละสิท่าน
อีกคืนยังไปโต๊ะคิม.................เบลอ
แล้วไปต่อสีลม (แต่ปิดเร็ว).......อารมณ์ค้าง
ตอนนี้ง่วงสุดๆ

แต่ยังคิดถึงเธอเสมอ



Monday, August 06, 2001
__________หดหู่__________

ถ้าเราต้องอยู่คนเดียว....อีกครั้ง
คงจะทำใจได้ง่ายๆ

ไม่อยากทำใครผิดหวังอีกต่อไป
ไม่อยากให้ใครมาคาดหวัง

อยู่คนเดียว
นั่งมองสิ่งสวยๆงามๆ
ก็คงพอแล้ว

ชีวิตตอนนี้มีความฝันใหญ่
จะสร้างฝันนั้นด้วยตัวเอง

ไม่อยากพึ่งใคร..........



Friday, August 03, 2001
___________________

เซ็ง
เซ็งโดยไม่มีสาเหตุ

ไม่มีจริงๆ
อาจจะเป็นการ เซ็งเพราะรู้สึกว่าเราหยุดนิ่ง
ไม่เดินหน้า
ไม่ก้าวเท้า

........ต้องหายเซ็งให้ได้



Tuesday, July 31, 2001
_________ปฐมนิเทศโรงบ่มรุ่นสอง__________

แอบไปอ่านบล็อกไดอารี่แตกหน่อ ของ ดีปลี
พูดถึงเรื่องปฐมนิเทศโรงบ่มแล้ว รู้สึกขำและคันปากมาก

เพราะมีการซุ่มพรางตัวแบบเดียวกันเลย ๕๕๕
เค้านัดเจอกันบ่ายสองที่ศูนย์สิปประภา
เราไปถึงประมาณ๑๓.๒๐น.ที่จริงเห็น “หนูเพลง”แต่ไกล
เพียงแต่ไม่มั่นใจว่าใช่หรือเปล่า
เลยต้องหาเรื่องข้ามถนนไปทำใจก่อนที่ร้านเซเว่น
ซื้อชาเย็นผสมกาแฟ (กาแฟล้วนกินแล้วใจสั่น)
กินจนหมดไม่เหลือแต่น้ำแข็ง นึกพลางเอายังไงดีหว่า
((เดี๋ยวใกล้ๆบ่ายสองค่อยเข้าไปละกัน))
เหลือบไปมองเห็นอะไรซุ่มๆ เดินแว๊บๆอยู่ใกล้ๆ
อ้าว!!! หนูดีปลีนั่นเอง ((มารู้ทีหลังว่าเธอก็ซุ่มพรางตัวอยู่ ๕๕๕))
เลยเข้าไปพร้อมกัน
.............................
ปฐมนิเทศเริ่มจากให้พี่ต้อง ไทละมุงและพี่เพลงดาบฯ
มาพูดถึงจุดประสงค์ต่างๆเช่น...
- เรื่องทำไมต้องมีการสอบ
ก็เพื่อหาคนที่มีพื้นฐานระดับเดียวกันมาเรียน
คนที่มีพื้นฐานสูง-ต่ำ จึงจำเป็นต้องตัดออก เพื่อง่ายแก่การเดินไป
-เรื่องที่มาของโรงบ่ม
-และเรื่องจิปาถะทั่วไป ฯลฯ

มีการให้แนะนำตัวพร้อมหาบัดดี้รุ่นพี่
เอ....ทำไมตอนเราแนะนำตัวมีเสียงหัวเราะดังจังแฮะ
แค่ปล่อยมุขไปสองสามอันเอง อิอิ

รุ่นพี่บัดดี้ให้หนังสือ “นักแต่งเพลง” มา
((เดี๋ยวจะรีบอ่านและเอาไปให้น้องๆยืมต่อนะ))

มีการเลือกตัวแทนห้องชั่วคราว
ถ้าปฏิบัติหน้าที่ได้ดีค่อยบรรจุ
มีพวกตัวแสบเสนอชื่อซูเปอร์ชินจางงงงง’’’ ขึ้นมาโหวต
(เชอะ....เดี๋ยวไม่ได้คะแนนอับอายล่ะจะทำยังไง)
แต่ด้วยเสี่ยเงินถุงอย่างเราจึงยัดเงินใต้โต๊ะสำเร็จ
ได้มา ๕ คะแนนจึงได้เป็นตัวแทนรุ่นสองไป (เดี๋ยวจะรู้สึก)
รู้นา......ที่โหวตให้เราอ่ะ เพราะเป็นคนที่ว่างที่สุด
แต่บอกไว้ก่อนว่าไม่ได้โหวตให้ตัวเองเหมือนที่บอกไปนะยะพวกเธอทั้งหลาย

เมื่อประชุมกันเสร็จจึงมีการเลี้ยงขนมโดยรุ่นพี่
อร่อยๆทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะเค้ก

หลังงานเลี้ยงเลิกรา เราเลยรีบทำตัวให้เป็นหัวหน้าที่ดี
โดยการเก็บขยะเอาไปทิ้งที่ถัง
เย้.............งานเหมาะกับเราจัง
..............................................
หลังดูบอลเสร็จจึงชวนพี่อุ๋ยและหมวยเล็ก
ไปงานพบปะไทยมุงที่นัดกันที่เมเจอร์ปิ่นเกล้า
เพราะเจ๊หนูธันย์มาให้ชาวไทยมุงดูตัว (แต่จริงๆเราเคยเจอเจ๊แล้วนะ)
นั่งดริ๊งที่แบล็คแคนยอน จนถึงสี่ทุ่มจึงแยกย้ายกลับ
วันนี้กินอย่างมีความสุขเพราะเรื่องติดโรงบ่มนั่นเอง
มีบางส่วนไปต่อที่ถนนข้าวสาร

หลายคนแปลกใจว่าไอชินจังไม่เคยพลาดสักงานนี่นา
ไม่ไหวๆ ทั้งง่วงทั้งจนแล้วช่วงนี้
เที่ยวจนเงินเก็บใกล้หมดแล้วทั้งที่ยังตกงานอยู่
ตอนนี้ถ้าไม่เบื่อบรรยากาศคง ขอลาวงการร่ำสุราชั่วคราวนะครับ

......................



Monday, July 30, 2001
______ยานลำเลียง_______

..........พวกเราเกิดและเติบโตมาในดินแดนลึกลับ ที่มืดมิดแต่มีความสมบูรณ์
แต่นิสัยของพวกเราที่สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลคือการแสวงหาสิ่งใหม่

.........ตั้งแต่เริ่มลืมตาดูโลก พวกเราจะเห็นพ่อแม่ลุงป้าน้าอาทั้งหลาย
ช่วยกันก่อสร้างวัตถุขนาดใหญ่ขึ้นมา ที่พวกเราเรียกว่า ยานลำเลียง
ยานที่สร้างขึ้นมานั้นได้ถูกส่งออกไปจากถิ่นที่อยู่ลำแล้วลำเล่า
ซึ่งไม่รู้ว่าพวกเขาออกไปที่ไหนกัน ไปพบอะไรบ้าง
เรารู้แต่ว่าเราต้องออกไป ออกจากถิ่นเดิม

...........และแล้วก็มาถึงรุ่นของผม ที่จะต้องช่วยกันสร้างยานนั้นขึ้นมา
พวกเราจะแยกกันทำตามหน้าที่ของตัวเอง
ผมได้รับตำแหน่งเป็นหน่วยหาวัตถุดิบ นั่นคือไฟเบอร์
ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในการสร้างยาน
ผมและเพื่อนๆส่วนหนึ่งจะไปรอที่สายพานลำเลียงขนาดใหญ่
ที่เชื่อมกับห้องแยกสารขนาดยักษ์
ที่ห้องนี้จะมีพนักงานคอยเติมสารชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์เป็นกรด
เมื่อกรดเริ่มทำปฏิกิริยาสักพัก ก็จะมีวัตถุดิบหล่นลงมาจากช่องด้านบน
หากไม่มีอะไรหล่นลงมา สารกรดก็จะกัดห้องแยกสารของพวกเราเสียหาย
เมื่อวัตถุดิบหล่นลงมาแล้ว สารกรดก็จะกัดทำลายวัตถุดิบ
เมื่อวัตถุดิบถูกย่อยละเอียด แล้วส่วนหนึ่งจะถูกลำเลียงไปเป็นพลังความร้อนให้พวกเรา
ส่วนที่เป็นน้ำก็จะถูกแยกไปที่แทงค์น้ำใหญ่เพื่อรอถ่ายเทออกไป
ส่วนที่เหลือที่เป็นไฟเบอร์ ก็จะถูกลำเลียงมาตามสายพานที่คดเคี้ยว
เพื่อมาที่ห้องก่อสร้างยาน ที่ห้องนี้จะมีพนักงานคอยประกอบเชื่อมไฟเบอร์เหล่านั้น
และเมื่อยานของเราสร้างเสร็จ มันจะมีขนาดใหญ่โตมาก
พวกเราก็จะขึ้นไปที่ยานนั้นทันที เพื่อรอเวลา
เมื่อได้ยินสัญญาณ ฐานปล่อยจะเริ่มเคลื่อนไหว
มีเสียงกัมปนาทกึกก้องดังขึ้นพร้อมกับพายุใหญ่
ยานของเราจะเริ่มเคลื่อนตัวออกไปตามทาง
ยานจะพุ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ ผมตื่นเต้นมาก
แสงสว่างเริ่มสาดมาด้านหน้า มันค่อยๆสว่างขึ้นเรื่อยๆ
สว่างขึ้น.......สว่างขึ้น.......และยานก็หลุดออกมาจากเส้นทาง

..........นี่หรือคือโลกใหม่ ที่พวกเราต่างรอคอย
อาหารและน้ำอุดมสมบูรณ์มาก มีความสว่างดูอบอุ่น
และพวกเราก็ได้ยินเสียงใหญ่ๆดังแว่วเข้ามา
เหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่างที่พวกเราไม่เข้าใจ

เสียงนั้นดังว่า “ขี้เสร็จหรือยังวะไอแดง กูปวดขี้โว๊ย”
…………………………………………..



Friday, July 27, 2001
_________รองเท้า__________

กว่าสองเดือนแล้วที่เขาเดินหางาน
ฟูมฟัก บัณฑิตหมาดๆจากรั้วพระเกี้ยว (วัดที่มีพระชอบจีบสาว)
เขาต้องเดินตะลอนออกหางานสลับกับเดินเตะฝุ่น
“อะไรวะ ทำไมแถวนี้เป็นพื้นปูน หยั่งนี้ก็ไม่มีฝุ่นให้เตะสิ”
ฟูมฟักเริ่มหงุดหงิด เนื่องจากวันนี้เขาเดินหางานมาทั้งวัน
ข้าวยังไม่ตกถึงท้องสักเม็ดเดียวตั้งแต่เช้า ก็แกกินแต่ก๋วยเตี๋ยวมาตลอดสองมื้อ
“งาน งาน งาน หายากจริงวุ๊ย เงินก็จะหมดแล้ว”
เขาบ่นไปเรื่อยๆพร้อมพาตัวเองมาหน้าร้านขายรองเท้า
“เถ้าแก่ๆ เอารองเท้าแตะเบอร์๑๐ คู่นึง”
กว่าสองเดือนนี้เค้าต้องเปลี่ยนรองเท้าใหม่เป็นว่าเล่น

“มื้อนี้เปลี่ยนบรรยากาศกินข้าวร้านหรูๆดีกว่า นี่เลยร้านผัดตามสั่ง” ฟูมฟักบ่นเบาๆ
“ป้า เอาข้าวผัดตามสั่งจานนึง”
“เอาอะไรละคะ พ่อหนุ่มสุดหล่อ” ป้าแม่ค้าถาม
“หล่อจริงหรือแกล้งชมเอาใจละป้า” ฟูมฟักสงสัย
“หล่อที่สุดในวันนี้ของลูกค้าป้าเลยแหละ นี่เป็นเจ้าแรกประเดิมให้ป้าหน่อยนะ”
ฟูมฟักยิ้มอย่างภูมิใจ ทั้งที่สงสัยมานานแล้วว่าภูมิใจคือใคร
“งั้นผมสั่งเลยนะ” ฟูมฟักไม่รอช้าเพราะท้องเริ่มร้องเป็นจังหวะพยาธิแดนท์
“เริ่มจากตั้งกระทะ เปิดไฟร้อนๆแล้วเทน้ำมัน รอให้น้ำมันร้อน...” ฟูมฟักชะงัก
“อ้าวป้ายืนเฉยทำไม ผมสั่งแล้วทำไมไม่ทำตามสั่งล่ะ”
“นี่! จะกวนฉันหรือไง จะเอาอะไรก็บอกมา
ไม่ได้ให้มาสอนฉันผัด ”
“ออกไป ไม่ต้องแดกมันแล้ว” เสียงป้าตวาดอย่างดัง
“อ้าวป้าเป็นอะไรไป ฉันยังไม่ได้กวนเลย”
ฟูมฟักบ่นเบาๆพร้อมถอยออกมาด้วยความกลัวปังตอ
ที่ป้าเงื้อไปเงื้อมา

“เฮ้อ! ไม่กินก็ได้ประหยัดเงินดีไปหางานต่อดีกว่า”
ว่าแล้วฟูมฟักก็ออกเดินก้มตามทางต่อไป
เผื่อจะมีใครทำงานหล่นตามพื้นบ้าง
แต่เขายังไม่ลืมคอนเซปท์เดิมคือ เตะฝุ่น

หนึ่งปีผ่านไป
“รองเท้าขาดอีกแล้วทำอย่างไรดีนะ เงินก็ต้องประหยัด”
ฟูมฟักเริ่มกลุ้มใจ จะเดินหางานด้วยเท้าเปล่าก็กลัวจะไม่สุภาพ
ระหว่างที่คิดอยู่นั้น สายตาก็บังเอิญไปเจอแผ่นไม้อัดบางๆแผ่นหนึ่ง
“เอาไอนี่แหละวะ”
แล้วเขาก็จัดการเอาแผ่นไม้มาทาบกับเท้าของเขาเอง
พร้อมเอาดินสอมาขีดตามรอยเท้า
นั่น...ตรงนั้นมีเลื่อยอีก อะไรจะบังเอิญขนาดนั้นนะ
เขาเลยรีบทำการเลื่อยแผ่นไม้นั้นเป็นรูปเท้าเค้าเอง
เชือกฟางก็มีให้อีก บังเอิญจริงๆ
เขาเลยเอาเชือกฟางมาถักเป็นเปียเพื่อความแน่นหนา
แล้วร้อยลงรูของแผ่นไม้ที่เจาะเอาไว้ จนเป็นรองเท้าแตะที่มีพื้นทำด้วยไม้
แล้วเขาก็ออกเดินเตะฝุ่นต่อไป

อีกหนึ่งปีผ่านไป
“เอ...รองเท้าคู่นี้ใส่เดินเตะฝุ่นมาปีกว่าแล้วยังไม่สึกอีก”
เมื่อเขาคิดถึงความคงทนของมันแล้วจึงเกิดไอเดียบางอย่างขึ้นมา
“เราเอาเงินก้อนสุดท้ายที่มีไปซื้อแผ่นไม้มาทำรองเท้าขายดีกว่า”
แล้วฟูมฟักก็จัดการผลิตรองเท้าพื้นไม้ออกมาขายหลายคู่
แรกๆก็ยังไม่มีร้านค้าไหนสนใจ เขาจึงนึกถึงตลาดที่จะนำไปขายเอง
“ต้องเอาวางขายตามถนนที่มีฝุ่นเยอะๆ
เพราะรองเท้าของเราทน พวกเดินเตะฝุ่นคงสนใจ”

แล้วเขาก็ไม่ผิดหวัง รองเท้าของฟูมฟักขายดีเหมือนเทน้ำเทท่า
จนร้านต่างๆมาติดต่อขอซื้อรองเท้าพื้นไม้ของเขา
กิจการรุ่งเรืองมากจนมีคนฝรั่งมาติดต่อขอสั่งซื้อไปขายที่เมืองนอก
“เฮ้....ยู นี่รองเท้าอาราย ม่ายมีพื้นที่เป็นยางหรือ”
เมื่อฟูมฟักเจอฝรั่ง ด้วยเป็นคนที่ไม่เก่งเรื่องภาษาอังกฤษเท่าใดนัก
“เอ...จะบอกว่าไม่มียางบอกยังไงดี” ฟูมฟักบ่นในใจ

แต่ด้วยสมองอันเป็นเลิศเค้าจึงนึกถึงเทปเพลงแดนท์NoneStopของบาซู
ที่เค้ามีอยู่ “นันสตอปแปลว่าไม่มีหยุดนี่หว่า”เค้าจึงรีบตอบฝรั่งคนนั้นทันที

“เฮ้...ยู None …..เอ่อ None ยาง”
“None Yang”
“เยส...... นันยาง”

ตั้งแต่นั้นมารองเท้ายี่ห้อนันยางก็ถือกำเนิดขึ้นมา



Tuesday, July 24, 2001
________กำเนิด ถอ-สัน-ถาน_______


จอจาน กับ จอจ๋าน เป็นพี่น้องฝาแฝดที่คลานตามกันมา
แต่นิสัยของเขาทั้งสองต่างกันโดยสิ้นเชิง

จอจานเป็นเด็กที่ช่างพูด เข้ากับคนง่าย

จอจ๋านเป็นเด็กช่างแต่งตัว ฟุ้งเฟ้อ
รักสวยรักงาม และเข้ากับคนยาก

จอจ๋านรังเกลียดที่ตัวเองมีพี่น้องฝาแฝด
ด้วยความไม่อยากให้ตัวเองหน้าเหมือนใคร
จอจ๋านจึงไปทำผมทรงใหม่

เป็นผมทรงเกล้าแบบนางสาวไทยสมัยก่อน

ทอธง ซึ่งเป็นเพื่อนโรงเรียนเก่า ผ่านมาเห็นเข้าพอดี
ทอธง ได้หัวเราะเยาะใส่จอจ๋านอย่างดัง
พร้อมกับเย้ยว่าทรงที่จอจ๋านทำอยู่ช่างละม้ายคล้ายทรงผม
ของป้า ฮอนกฮูก เหลือเกิน
จึงได้แนะว่าต้องทำทรงแบบตัวเองถึงจะทันสมัยสุดๆ

จอจ๋านโมโหมากที่ตัวเองถูกด่าว่าเชย
จึงรีบไปทำผมทรงใหม่ทันทีเป็น
พร้อมกับเปลี่ยนชื่อตัวเองใหม่ว่า ถอถาน
เพื่อให้ทันสมัยเหมือนกับ ทอธง นั่นเอง

จอจ๋านหรือถอถาน ได้เบิกเงินทั้งหมดที่ตัวเองมี
ไปเรียนต่อเมืองนอกเสียหลายปี ก่อนจะกลับมาเมืองไทย
ได้ขนบ้านหลังใหญ่กับมาหลังหนึ่ง ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า

ที่แปลว่า เคหสถาน หรือเขียนย่อๆว่า
และนำมาปลูกไว้ที่เมืองไทย

วันๆถอถานจะอยู่แต่บนเคหสถานของตัวเอง
ไม่สุงสิงกับใคร ผู้คนจึงเรียก ถอถานบนเคหสถาน
แล้วเพี้ยนเป็น ถอสันถาน ในที่สุด

ด้วยความที่เป็นคนเงียบจึงมีคำศัพท์เป็นของตัวเองน้อยมาก
ผิดกับจอจาน ที่ใครๆต่างใช้เธอมาเป็นศัพท์ต่างๆมากมาย

....................................................




_______มันมาอีกแล้ว_______

เวลาตกดึกทีไร มันจะเดินมาเคาะประตูห้องทุกที
ยิ่งดึกๆ ยิ่งมีความเงียบ
เสียงเคาะก๊อกๆๆ จะดังแว่วเข้ามา

เวลาท้องฟ้ามืดมิด
แต่เป็นสีแดงเพราะเมฆฝนหอบใหญ่กำลังจะมา
มันก็จะเดินมาหา
เสียงเคาะก๊อกๆๆจะดังแว่วเข้ามา

เวลาเปิดเพลงเศร้าๆ
เสียงเพลงเบาๆเคล้าคลอเคลียในแก้วหู
มันจะค่อยๆย่องเข้ามา
เสียงเคาะก๊อกๆๆของมันก็แทรกเข้ามา

เวลาที่เธอไม่อยู่
มันก็จะเดินมา
เคาะเบาๆแต่ดัง ก๊อกๆๆ

เวลาท้องฟ้ามืด
เวลาฝนใกล้ตก
เวลาฟังเพลงเบาๆ
และเวลาที่เธอไม่อยู่
มันจะมาเสมอ

เจ้าตัวแห่งความเหงา
ที่ชอบมาเคาะประตูเบาๆในหัวใจ
..............



Monday, July 23, 2001
________โรงบ่มที่ได้บ่ม________

ปลื้มอีกแล้ว
ผลสอบโรงบ่มได้ผมไปบ่ม

ประมาณปีที่แล้ว
ตอนเข้าเวบไทมุงใหม่ๆ
เห็นเค้าพูดเรื่องโรงบ่มกัน
สืบไปสืบมาจนรู้ว่าคือโรงสอนแต่งเพลง
แต่...เพิ่งสอบคัดเลือกกันเสร็จพอดี

ได้แต่บอกตัวเองรออีกปี
รอแล้วรอเล่า รอนานมาก

วันหนึ่งเจอพี่จิก เข้าไปเคียงๆถามไถ่
ได้ความว่ารุ่นหนึ่งไม่ยอมจบสักที
รออีกสักพัก มีคนช่วยกระทุ้งในกระทู้
เห็นผลๆๆ

โรงบ่มรุ่นสอง จะถือกำเนิดแล้ว
ข่าวร้ายตามมาคนสมัคร ๙๓ คนรับแค่ ๑๕ คน
แล้วเราจะไหวมั๊ยเนี่ย
ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ...
อีการ์ดยังเคยได้ที่ ๒ จาก๕๐๐ ผลงานนี่หว่า
สู้ๆๆ

มาวันนี้ข่าวดีมาถึงทางไปรษณีย์

หลังจากที่มีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว
ทางคณะผู้ก่อการสอบ ขอแจ้งให้ทราบว่า
ท่านสอบ......ผ่าน......

ไชโย........๑ปีที่รอคอย
ถ้าผมพลาดคราวนี้ คงหมดไฟไปเยอะทีเดียว
ได้แต่บอกว่า ดีใจจริงๆครับ

แต่ระยะทางอีกยาวไกล
ใช่ว่าติดโรงบ่มแล้วจะได้เป็นนักแต่งเพลงเสมอไป
(เหมือนคนที่ชอบแซว อิอิ)
แต่อย่างน้อยการแต่งกลอนหรือการเขียนหนังสือของเรา
คงละมุนละไมมากกว่านี้

ขอบคุณกรรมการทุกท่าน
ขอบคุณรุ่นพี่ที่จัดการสอบ
ขอบคุณความฝันที่ยังอยู่ข้างๆ
ขอบคุณครับ