เรื่องราวกล่าวอ้าง

มุมระเบียงบ้านตะนอย

FastCounter by bCentral
This page is powered by Blogger. Isn't yours?
Tuesday, September 18, 2001
เรือรบสหรัฐ 2 ลำออกจากท่าญี่ปุ่น

เรือโทชัค เบลล์ โฆษกฐานทัพเรือสหรัฐในญี่ปุ่น เผยว่าเรืออเมริกา 2 ลำ ได้ออกจากเมืองท่าโยโกสุกะในญี่ปุ่นไปแล้ว ได้แก่ เรือลาดตระเวนยูเอสเอส วินเซนเนส และเรือพิฆาตยูเอสเอส เคอร์ติส วิลเบอร์ หลังจากเรือลาดตระเวนคาวเพนส์ได้ออกจากท่าไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เรือลาดตระเวนทั้ง 3 ลำ สามารถบรรทุกขีปนาวุธโทมาฮอว์ก รวมถึงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานและต่อต้านเรือดำน้ำ ทั้งยังติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศเอจิส ซึ่งสามารถโจมตีเป้าหมายหลายทิศทาง ขณะที่สื่อมวลชนญี่ปุ่นรายงานว่าเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส คิตตี ฮอว์ก อาจออกจากท่าภายในสัปดาห์นี้

ด้วยเรื่องนี้ ทำให้ที่ญี่ปุ่นตื่นตระหนก...รวมถึงบริษัทฯ แม่ของเราในญี่ปุ่นด้วย...สั่งงดการประชุม...ทุกบริษัทฯ ในเครือข่ายที่ต้องเดินทางไปในวันที่ 24 ที่จะถึงนี้ ..งดการเดินทาง เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ..ให้ส่งรายงาน ไปเท่านั้น...เพราะฉะนั้นจึงรวมถึงเราด้วย..งดการเดินทางกระทันหัน...





Monday, September 17, 2001
เคยเชื่อสิ่งเหล่านี้ไหม จะเล่าให้ฟัง
สำหรับฉัน มันเป็นข้อความที่น่าทึ่งและทำให้ฉันอึ้งมากทีเดียว ..

9/11...interesting...

The date of the attack: 9/11-->9+1+1=11
September 11th is the 254th day of the year. 2+5+4=11
After September 11th there are 111 days lift to the end of the year.
119 is the area code to Iraq/Iran.1+1+9=11
Twin Towers-standing side by side, looks like the number 11
The first plane to hit the towers was Flight 11
State of New York - The 11 State added to the Union
New York City-11 Letters
Afghanistan-11 Letters
The Pentagon-11 Letters
Ramzi Yousef - 11 Letters(convicted for orcherstrating the attack on the WTC in 1993)
Flight 11 -92 on board-->9+2=11
Flight 77 -65 on board-->6+5=11

Someone forwarded this interpretation of Nostradamus's predictions..spooky stuff..

"In the year of the new century and nine months,From the sky will come a great King of Terror..
The sky will burn at forty-five degrees.Fire approaches the great new city..."

"In the city of god there will be a great collapse, 2 twin brothers torn apart by chaos while
the fortress fall the great leader will succumb the third big war will begin when the big city
is burning"-->NOSTRADAMUS..

New York is located at the 41st degree Latitude.

(Thank you my friend --> Yosuke hide)
ขอบคุณสำหรับข้อความจากเพื่อนเก่าที่ญี่ปุ่น Yosuke hide
ขอไว้อาลัย สำหรับเพื่อนมนุษย์ที่จากไป ขอให้สู่สุขคติค่ะ

tanoy~ตะนอย

ร่วมแสดงความเห็นได้ที่นี่ค่ะ 9/11..interesting..



Friday, September 14, 2001

นักปรัชญาคิดว่า ...
"ความรัก" เป็นความพยายามทวนกระแสของสิ่งมีชีวิต

แต่คนที่ผ่านชีวิตมาอย่างเคี่ยวกรำ ก็สอนเราว่า
"จงเป็นผู้ให้แล้วจะได้รับถ้าทำตัวเป็นผู้คิดจะเอาแต่ฝ่ายเดียว แล้ว คุณจะไม่ได้อะไรเลย"

ส่วนนักบวชพร่ำสอนผู้คน ด้วยเสียงอันแผ่วระโหยว่า
"จงมีเมตตา ต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อยู่ร่วมโลกเดียวกันนี้"

เมื่อเป็นเช่นนี้ ใช่หรือไม่ว่า ชีวิตคือสิ่งตรงกันข้ามในความหมายเหล่านี้ กระนั้นหรือ
ถ้าชีวิตอยู่ตรงกันข้ามของความรัก ชีวิตก็คือความชังหรือเกลียดเช่นนั้นหรือ
ถ้าชีวิตอยู่ตรงกันข้ามกับการให้ ชีวิตก็คือการเอา หรือ การเห็นแก่ตัวเช่นนั้นหรือ
ถ้าชีวิตอยู่ตรงกันข้ามกับการมีเมตตา ชีวิตก็คือการไม่มีเมตตาเช่นนั้นหรือ

เรามาเพ่งพินิจเรื่องของชีวิต กันอีกสักหน่อยเถิด
หัวใจสำคัญของชีวิต ก็คือ ชีวิตเป็นตัวตนที่มีพลังตื่นตัว เป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิด
กิจกรรมของชีวิต ทำไมชีวิตจึงมีพลังตื่นตัวก็ขอยกให้เป็นเรื่องของความลี้ลับ เป็น
ความสลับซับซ้อนอันละเอียดละเมียดละไมตามทัศนะของนักปรัชญาไปก่อน

เมื่อเรายอมรับว่าชีวิตมีพลังที่ว่านี้ เราจะเห็นว่า พลังอันนี้เองที่ทำให้คนพัฒนากว่า
สัตว์อื่น ทีนี้ระหว่างการทำงานของพลังขับเคลื่อนอันนี้ ก็เกิดความโน้มเอียงให้ตัว
ชีวิตเป็นศูนย์กลางของธรรมชาติหรือศูนย์กลางของเรื่องทุกเรื่อง

พลังขับเคลื่อนเป็นเรื่องดี ที่ทำให้ชีวิตเป็นตัวตนที่ตื่นตัวถ้าการตื่นตัวของตัวตน
แก่กล้า จนเป็น "อัตตา" ว่าตัวเราเองสำคัญที่สุดในจักรวาลนี้ ข้อผิดพลาดของ
ชีวิตเกิดขึ้นตรงความแก่กล้าของอัตตานี่เอง อย่าได้ตีขลุมไปโทษพลังขับเคลื่อน

หากปล่อยให้ชีวิตอยู่ภายใต้อัตตาแต่อย่างเดียวแล้ว ชีวิตก็จะเดินไปอย่างผิดทิศ
ผิดทาง เหมือนคนที่ใส่แว่นสายตาด้วยเลนส์ที่เพี้ยนไป

ดังนั้น จงอย่าได้ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามกระแส ของชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว
ควรเจือปนลงไปด้วย ความรัก การให้ และความมีเมตตา ประกอบกับการมีจิตใจ
ที่กว้าง ตลอดช่วงเวลาของการเดินทางของชีวิต





Wednesday, September 12, 2001
ขอแค่รักทะลุจอ ก็พอใจ (2)

กาลเวลา...ในแต่ละวัน แต่ละช่วง ผ่านไปรวดเร็วมาก ...นับหลายเดือนที่เราคุยกันทางสายโทรศัพท์ได้พูดจา เอ่ยคำดีๆ ต่อกัน.....มีความเป็นห่วงเป็นใย ห่วงหากันมาโดยตลอด .....ความรู้สึกที่ดีต่อกันเริ่มรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ.....ในวันหนึ่งขณะที่ฉันจิตใจเจ็บป่วยหนัก...ด้วยเรื่องงานและ เรื่องส่วนตัวรุมเร้า.เขาโทรเข้ามาพอดีในขณะนั้น ..แค่ได้ยินเสียง เขาก็รู้ทันที ว่าฉัน กำลังไม่สบายใจ.....” นิ่ม คุณเป็นอะไรไป ทำไม เสียงคุณดูไม่ดีเลย คุณไม่สบายใ0อะไรหรือเปล่า ....บอกผมนะครับบอกผม ผมเป็นห่วงคุณมาก”
“นิ่มไม่ได้เป็นอะไรมากค่ะ นริศ แค่เป็นหวัด นานหลายวันเท่านั้นเอง” ฉันตอบนริศ ..”มีใครพาไปหาหมอหรือยัง มียาทานไหม คุณต้องอาบน้ำอุ่น ทานน้ำอุ่น นอนเร็วๆ พักผ่อนเยอะๆ จะได้หายไว “ ยังไม่วายที่จะต้องถามสารพัด เขาโทรหาฉัน ในวันนั้น บ่อยครั้งมาก แล้วโทรหาติดต่อกัน จนฉันหายป่วย... ฉันอดยิ้มไม่ได้

ความปลื้มใจ ตื้นตัน อบอุ่นใจ อย่างเป็นที่สุด ...เหมือนเรี่ยวแรงกลับคืนมา ฉันสดใสอย่างที่ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน ...ความสัมพันธ์ของเรา เริ่มก่อตัว มากขึ้น มากขึ้น ......ความผูกพันธ์ ก็ยิ่ง มากตาม ไปทุกขณะ...แล้ววันหนึ่งฉันก็ได้รับข่าวดี ...”นิ่ม ผมจองตั๋วเครื่องบินได้แล้ว จะกลับเมืองไทยเดือนสิงหาคม ผมดีใจมากครับอยากเจอคุณเป็นที่สุด ผมหวัง และนับวัน ให้ถึงวันนั้นเร็วไว นิ่มของผม จะเป็นอย่างไร ผมอยากอยู่ใกล้ชิดคุณ” น้ำเสียงที่ตื่นเต้นของเขา ฉันสัมผัสได้ ...แต่ฉันซิฉัน กลับกลัว ..กลัวได้เจอเขา ใจหนึ่งก็อยากเจอ แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่กล้าเจอ ...ฉันกลัว ว่าเมื่อเจอกันแล้ว ...ความสัมพันธ์...จะเป็นอย่างไงต่อไป ฉันไม่กล้า ..ที่จะคิดถึงมัน

ยิ่งใกล้วันที่เขาจะกลับมาเมืองไทยฉันยิ่ง เครียดหนักเข้าไปใหญ่ เขาโทรมาทีไร เขา ดูสดใส ตื่นเต้น สดชื่น ที่จะได้เจอฉัน ความคาดหวังของเขาสูงเหลือเกิน เขาอิ่มเอมใจ ในขณะที่ฉันเครียดจัด........จะไม่ให้เครียดได้อย่างไง ในเมื่อ ฉันมีแฟนแล้ว ...ฉันกลัวว่า เมื่อฉันเจอเขา ......หลายสิ่งหลายอย่าง อาจเปลี่ยนแปลงไป ...

ฉันยอมรับว่า ฉันผิด ที่นอกใจแฟนบ้างในบางครั้ง ฉันยอมรับ ว่าฉันคุยกับนริศแล้วฉันรู้สึกดี อย่างที่ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้กับใคร..และฉันก็ยอมรับ ว่าฉันชอบนริศ ..มากเกินกว่าคำว่า เพื่อนกัน... ใช่ค่ะฉันผิด

ความสับสนในหัวใจฉัน พันพัว ตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ความรับผิดชอบชั่วดี ความรัก ความหลง ประเดประดังเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ...ฉันกำลังใจทำร้ายหัวใจ คนที่รักฉัน ...ทำร้ายจิตใจ ของคนดี ฉันเห็นแก่ตัวเป็นที่สุดฉันครุ่นคิดอยู่นานหลายวัน ทีเดียว ...ยิ่งคิดยิ่งเครียด เพราะนริศจะมาถึงเมืองไทยแล้ว ฉันไม่อยากหลอกนริศ ฉันไม่อยากทำลายความหวังของนริศ

แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อยากทำร้ายหัวใจของแฟนฉัน ถึงแม้ว่าเขาเอง กับฉัน จะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยๆ แต่ยังไง เขาก็รักฉัน ห่วงใยฉัน มากเช่นกัน.......ทุกครา ที่ฉันกับแฟนเจอกัน ฉันรู้สึกเกลียดตัวเองที่ปล่อยใจ ไปตามสายไซเบอร์เนต....ปล่อยอารมส์ให้เป็นไป ...เกลียดตัวเองที่ไม่ซื่อสัตย์ กับแฟนตัวเอง เขา ไม่ได้ทำอะไรผิด เขายังเป็นเขา ยังเป็นคนดี ที่รักฉันเสมอ

ในที่สุด ฉันก็ตัดสินใจบอกกับนริศ ก่อนวันที่เขาจะกลับเมืองไทย....แค่ 15 วัน “นริศค่ะ นิ่ม มีเรื่องอยากจะบอกค่ะ”..ฉันเอ่ยขึ้นก่อน..”คุณกำลังจะบอกว่า คิดถึงผมมากใช่ใหมครับนิ่ม ผมก็คิดถึงคุณมากเช่นกัน อีกไม่กี่วันผมก็กลับเมืองไทยแล้ว เราจะได้เจอกันชะที คุณรู้ไหมนิ่ม ผมนอนนับวัน นับคืน ให้ถึงไว ๆ” ฉันอึ้ง และยิ่งรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก...ฉันน้ำตาไหล และร้องให้ออก ฉันไม่สามารถสะกดกั้นอารมส์ของตัวเองได้...”นิ่ม คุณเป็นอะไร ใครทำอะไรคุณ บอกผมครับนิ่ม” เสียงนริศร้อนรน ฉันตอบนริศทั้งสะอึกสะอื้นอยู่พักหนึ่ง “นริศค่ะ นิ่มขอโทษค่ะนริศ ...นิ่มขอโทษที่ ไม่ได้บอกนริศตั้งแต่แรก...นิ่มไม่ได้มีเจตนาที่จะปิดบังนริศค่ะ แต่นิ่มมีแฟนแล้วนะค่ะนริศ”..........

ค่ะ นริศอึ้ง ...ไม่มีเสียงตอบกลับมา ...ได้ยินเพียงแค่เสียงหายใจแรงๆ ของนริศ ..”นริศค่ะ นริศฟังนิ่มนะค่ะ นิ่มชอบคุณค่ะ ชอบมากด้วยค่ะ ตั้งแต่รู้จักกันมา นิ่มมีความรู้สึกดี ๆ ให้นริศมาโดยตลอดค่ะ ...แต่นิ่ม มีแฟนแล้วค่ะ นิ่มทรยศ แฟนไม่ได้นะค่ะ นริศ เขาไม่ผิด นิ่มเองค่ะ นิ่มเองที่ผิด นิ่มขอโทษนริศด้วยนะค่ะ ที่เป็นอย่างนี้ ยกโทษให้นิ่มนะค่ะ” ...ความเงียบ ยังเข้ามาเกาะกุม คลอบคลุมสถานการณ์ในตอนนั้น ... เสียงสูดลมหายใจขอนริศดังขึ้น ...เฮือกใหญ่ ..พร้อมกับเสียง สั่นๆ “นิ่ม ผมรักคุณ ทำไมละนิ่ม ทำไมคุณทำร้ายหัวใจผม คุณมาทำให้ผมรัก แล้วคุณก็สลัดผมทิ้ง คุณรู้ไหมว่าใจผมตอนนี้มันชา หัวเหมือนโดนทุบ นิ่มทำไมคุณทำกับผมอย่างนี้ “..

“นริศค่ะ นิ่มขอโทษค่ะ นิ่มขอโทษ นริศจะด่านิ่ม ยังไง นิ่มก็ยอมค่ะ ...นิ่มมันเลวค่ะนริศ ..นิ่มขอโทษที่ทำให้ใจคุณเจ็บ ..ถึงแม้ในตอนนี้ใจนิ่มก็เจ็บไปไม่แพ้กว่าคุณ แต่นิ่มต้องเลือกค่ะ นิ่มต้องบอก เพื่อไม่ให้อะไรมัน ลุกลามไปมากกว่านี้ ..เมื่อนิ่มเป็นคนก่อ นิ่มก็ต้องแก้ด้วยตัวของนิ่มเองค่ะ..ขอโทษค่ะนริศ “…..
” นิ่ม รับรู้ไว้นะครับ ว่าผมรักคุณ และรักมาก ผมไม่เคยรักใครเท่านี้มาก่อน...นิ่มทำให้ผมเจ็บปวดอย่างที่สุด นิ่มฆ่าผมทั้งเป็น โปรดจำไว้เสมอครับว่า ผม จะไม่รักใครอีกนอกจากคุณ จำไว้นะครับนิ่ม “ ..นริศวางสายโทรศัพท์ไป ....หลังจากวันนั้น จนถึงวันนี้ ....ฉันไม่ได้ยินเสียงของนริศอีกเลย ...ฉันไม่เห็น ดอกไม้สีเขียว online มาคุยกับฉัน ....แต่ ในบางวัน มีโทรศัพท์เข้ามา แต่ไม่มีคนพูดสาย ....และในบางวัน ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า นริศ อยู่ใกล้ๆ กับตัวฉัน ...มองฉันอยู่ ความรู้สึกของฉันมันบอกอย่างนั้น .....ฉันเชื่อว่า ฉันสัมผัสได้ด้วยตัวและใจของฉันเอง

“ฉันเป็นคนเลว ...ฉันทำร้ายหัวใจคุณ....ขอโทษนะค่ะนริศ ...ฉันไม่หวังที่จะให้คุณยกโทษให้...แต่อยากให้คุณรับรู้ว่า ทุกอย่างที่ผ่านมาระหว่างเรา มันเกิดจากความจริงจากใจของฉันค่ะ ฉันไม่ได้หลอกคุณ แต่ฉันต้องเลือกค่ะ นริศ ...เข้าใจฉันนะค่ะ ....ฉันต้องเลือกไม่ทำร้ายใครให้เจ็บปวดใจกันไปมากกว่านี้ ”




Monday, September 10, 2001
นั่งเงียบ ๆ อยู่คนเดียวพักใหญ่ ...ก็ไม่มีอะไรทำ ... เลยนึกอยากลองเขียนเรื่องสั้นดูบ้าง..
เห็นเขียนกันเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ละคนเขียนออกมา ได้น่าอ่านจริงๆ ...นึกถึงตัวฉันเอง
จะมีความสามารถเขียนได้อย่างเขากันหรือเปล่า .. ฉัน ไม่ใช่นักเขียน แต่ ฉัน เป็นเพียง.
คนชอบเขียน ...ใช่ค่ะ ชอบเขียน จำได้ตั้งแต่เด็ก กระดาษเลอะเต็มบ้านไปหมด ...แต่ก็นะ
ฉันไม่ชอบเขียนข้างฝา หรือจิตกรรมฝาผนัง เพราะ ..ไม่อยากให้บ้านสีขาวสวยๆ ไม้ริ้ว
ลายสวยๆ ของแม่ต้องเลอะเพราะมือฉัน....

มานั่งนึก เขียนเรื่องอะไรดี ...เห็นเรื่องรักๆ แนวนี้เป็นที่นิยม ท่าทางน่าจะเขียนง่าย.....
(อันนี้คิดเอง) ลองเขียนเรื่องยอดนิยมละกัน ....อะ เริ่มละนะ

..........................................***...............................***..........................................
รัก หรือ หลง ออนไลน์ผ่านสายไซเบอร์เนต

-ตอนที่ ๑-
ขอแค่รักทะลุจอ ก็พอใจ

โอ๊ะโอ...เสียงดังลั่น ผ่านออนไลน์ตามสายโทรศัพท์...นิ่มเหลือบมองตามเสียงนั้น ..
มีข้อความ กระพริบๆ เลยคลิกดู .....”`สวัสดีครับ ผมชื่อ นริศ ผมรู้จักคุณผ่านน้อง
ในเวปบอร์ดสามารถ” ฉันเริ่มงง แต่ไม่มากนัก งง เหรอ งงที่ว่า เขาสนใจที่จะคุย
กับฉันงั้นเหรอ และก็หายงง ที่เขาได้เบอร์ไอซีคิว ฉันมาจากน้องในเวปบอร์ดที่ฉัน
เข้าไปคุยเป็นประจำ..แต่ฉันก็จำเป็นต้องทักทาย เพื่อไม่ให้เสียมารยาท ...”คะ สวัสดี
ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” การสนทนาของเราเริ่มเป็นไป โดยในระยะแรกๆ ฉันไม่เคย
ได้ใส่ใจกับเขามากนัก

เราเริ่ม ออนไลน์ ตรงกันแทบทุกวัน คุยกันได้ทุกวัน ...เขาเริ่มเล่าประวัติตัวเองให้ฉันฟัง
”ผมเป็นคนไทย เกิดเมืองไทย แต่ไปเรียนที่อเมริกา ตั้งแต่จบ ม.6 จนบัดนี้ ผมกำลังเรียน
ปริญญาเอก ด้านบริหาร อยู่ อีกไม่กี่ปี ผมก็จะจบ แล้วจะกลับไปอยู่เมืองไทยชะทีครับ”
เป็นประโยคที่เขาบอกฉัน..แต่สำหรับฉัน ..ฉันไม่เคยบอกข้อมูลอะไรให้เขาฟังเลยสักนิด
จนบางทีเขาน้อยใจ...ก็นะ มันเป็นนิสัยของฉัน ..ฉันจะบอกก็ต่อเมื่อฉันต้องการจะบอก
เท่านั้น ...นั่นแหละฉัน

นานวันเข้า ฉันเริ่ม ซึมซับความเป็นเขามากขึ้น.... เริ่มรู้สึกคุ้นเคย เริ่มรู้สึกคิดถึง เมื่อเขา
ไม่ ออนไลน์ หรือ ออนไลน์ในวันนั้นช้าหน่อย เริ่มหงุดหงิด เมื่อเขา ไม่เอ่ยคำว่าคิดถึงฉัน
ฉันเคยนั่งถามตัวเอง ว่าฉันเป็นอะไรไป ..ผีเข้าสิง หรือ ฝันร้าย....ฉันตอบตัวเองไม่ได้หรอก
ฉันกับเขา เริ่มคุยกันอย่างคุ้นเคย ปานประหนึ่งว่า เคยรู้จัก เคยมักคุ้น เคยเห็นหน้ากันมานาน
เขายอมอดนอนเพื่อคุยกับฉัน เวลาในเมืองไทย แปดโมงเช้า ของเขา ประมาณสอง-สามทุ่ม
เรา ออนไลน์ คุยกัน วันละ 4 ชั่วโมง ..บางที คุยกัน 6 ชั่วโมง ...บางครั้ง ฉันต้องตื่นนอนตอน
ตีสี่ เพื่อ มาออนไลน์คุยกัน ..ดูซิ เหมือนคนบ้าไหม..แต่สุขใจนะ ทั้งคู่สุขใจ...

จากการคุยกันทางตัวอักษรธรรมดา เริ่ม สานสัมพันธ์ ..ขยับความใกล้ชิด..มาเป็นคุยกันทาง
โทรศัพท์.....เป็นครั้งแรกที่ได้คุยกัน ฉันทั้งตื่นเต้นส์และประหม่ามากทีเดียว ...เขาเองก็
ไม่น้อยไปกว่าฉัน ...แต่เราก็พอใจที่ได้พูดคุย และ ได้ยินเสียงซึ่งกันและกัน เขาโทรหาฉัน
แทบทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ..หมดการ์ดไปหลายใบทีเดียว......แรกๆ ฉันก็กล้าๆ กลัวๆ เลย
ให้แค่เบอร์มือถือไป ส่วนเบอร์บ้านเก็บไว้ ไม่บอกให้ทราบเขาก็ยังโทรมา แม้ว่าโทรเข้ามือถือ
จะแพงกว่าเท่าตัว เขาก็ไม่อ่อนใจ.....แต่ฉันซิใจอ่อน...สงสาร ... เลยตัดสินใจให้เบอร์ที่บ้าน
ทีนี้เข้าที โทรนานกว่า ครั้งละ 2 ชั่วโมง บัตรหมดก็ต่ออีก อะนะ อนุภาพความคิดถึง............




Saturday, September 08, 2001
"วันนี้ วันฟรีเดย์"

ท่ามกลางอากาศร้อนของวันนี้....มีความตั้งใจกันว่า..ไปบริจาคโลงศพ
สมใจ..ไปถึงมูลนิธิ ...ทำในสิ่งที่อยากทำ ...เพื่อเพื่อนร่วมโลก ศพไร้ญาติ

ตามเส้นทาง...ในขณะที่อยู่บนท้องถนน ..เกิดนึกอยากทานกาแฟ..
บรรยากาศ ห้องแอร์ เย็นฉ่ำ เพลงเบา ๆ เคล้ากับเสียงหัวเราะของกันและกัน
เป็นภาพบรรยากาศ ที่ต้องการ ...แต่ ฝันสลาย..ร้านกาแฟ หอมกรุ่นอย่างที่
เราพูดถึงกัน ..แถวนี้ไม่มี ...ครั้นจะแวะไป โรงแรมโนโวเทล ก็ใช่เหตุ.ฉันขอ
ที่นั่นไว้ทานข้าวผัดปูก็พอ ...ขับรถกันมาเรื่อย ...ตามถนน ไร้จุดหมาย...ก็
วันนี้ฟรีเดย์..ไปไหนก็ได้ ที่ใจอยากไป...ได้มะพร้าวน้ำหอมแช่เย็น ข้างทาง
ทานแก้กระหาย ชื่นใจยิ่งนัก...พลันสายตามองไป เห็นวัดอยู่ใกล้ๆ แวะเข้า
ไปนมัสการ แล้วพากันเดินดูนกหลายสายพันธ์ที่หายากในป่า เขตสงวนที่วัด
...วันนี้ดีจริงมีเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ มากัน 3 คันรถบัส มาที่นี่ด้วย ...ดูพวกเขา
มีความสุขกับสิ่งที่ได้เจอ...อากาศที่วัดนี้ ร่มรื่นจริงๆ วัดอโศการาม บางปู.....
พอคุ้นเคยหรือเปล่าค่ะ ...

เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกลนัก......นึกถึงเมืองโบราณ สถานที่ น่าจดจำ

เทพสะท้อนของวัฒนธรรมดั้งเดิน อันหลากหลายบนผืนแผ่นดินไทย
ด้วยการนำเสนอในรูปแบบ ที่เป็นจริงและวิจิตรตระการตา....


เมืองโบราณ

ตั้งอยู่ กิโลเมตร 33 ถนนสุขุมวิท (สายเก่า) บางปู สมุทรปราการ.
มีพื้นที่ 800 ไร่ แต่ตอนนี้มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ประมาณ 50 ไร่
รูปร่าง คล้ายแผนที่ประเทศไทย ..
ก่อสร้างเมื่อ ปีพ.ศ.2506
จำนวนโบราณสถาน 109 แห่ง (และกำลังสร้างเพิ่ม)
เมืองโบราณ เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุด ในโลก เป็นศูนย์รวมปูชนียสถานที่สำคัญ ๆ ของแต่ละจังหวัด เช่น เขาพระวิหาร ปราสาทหินพนมรุ้ง วัด มหาธาตุสุโขทัยพระพุทธบาทสระบุรี พระธาตุเมืองนคร พระธาตุไชยา ฯลฯ โดยสร้างให้มีขนาดเล็กลงบาง แห่งเท่าแบบจริง การสร้างฝีมือปราณีต นอกจากนั้น ยังเป็นแหล่งรวบรวม ศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน ที่นับ วันจะสูญหายไปจากสังคมยุคใหม่ ผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของประเทศไทย
จะศึกษาได้จากเมือง โบราณแห่งนี้ การเดินทาง หากไปโดยรถส่วนตัว ใช้ถนนสายบางนา-สมุทรปราการเมื่อถึงหอนาฬิกาให้เลี้ยว ซ้ายไปอีกประ มาณ 8 กิโลเมตร หากไป โดยรถประจำทาง ขึ้นรถ บขส.ชลบุรี (สายเก่า) ที่สถานีขนส่งเอกมัย หรือ ขึ้นรถเมล ์ ขสมก.สาย ปอ.8,ปอ.11 สาย 25,102,119 ลงที่ปากน้ำ แล้วต่อรถเมล์เล็กท้องถิ่นสาย 36 อย่าง ไรก็ตาม พื้นที่เมืองโบราณมีอาณาเขตกว้างขวางมาก หากนำรถส่วนตัวไปเที่ยวชมจะได้รับความสะดวก สบายมากกว่า ....เพราะเดินคงไม่ไหว เมื่อยจริงๆ

มีตลาดน้ำ (มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือให้นั่งกิน มีส้มตำด้วยนะเออ) ..มีตลาดบก..ไว้ให้เดินซื้อของ มีขนมโบราณ นิดหน่อย ..น่าเที่ยวมากเลยค่ะ
แล้ว วันนี้ เราก็ได้ ขนมครกโบราณ กับรังผึ้ง มานั่งทาน อ้อ แถมด้วยโปสการ์ด ใบสวย กำลังเดินทางไปหาเพื่อนๆ ค่ะ...





Wednesday, September 05, 2001
แม่สาวสวย จาก ต่างเมือง

ตอนเย็นวันนี้ ที่สนามบินดอนเมือง ...ฉันอึ้งกิมกี่

มีหญิงสาวท่าทางจะเป็นคน ญี่ปุ่น หรือ ฮ่องกงฉันไม่แน่ใจ
เธอถือกระเป๋าใบใหญ่ ท่าทางเธอดูเฉิดสาย..ผิวขาว..หน้าจิ้มลิ้ม
ผมสีดำหยิกสวยเข้ารูป...ตัวเธอเล็กๆ มากับเพื่อนชายอีก 2 คน

เธอเดินตรงดิ่งมาที่ฉัน ...ฉันซึ่งกำลังง่วนอยู่กับกระเป๋าของตัวเอง
เธอถามฉันในทันที Crystal Hotel อยู่ที่ไหน.../ฉันยืนคิด ชื่อนี้
ฉันไม่คุ้นเลย ฉันเลยถามเธอว่า เธอมีเบอร์โทร หรือ โบว์ชัวร์
ของ โรงแรมนี้ไหม ..ฉันถามเธอ พร้อมจะกดโทรศัพท์ถามทางให้
แต่เธอบอกว่าไม่....ฉันไม่รู้จักโรงแรมนี้ แต่เพื่อนฉันบอกว่าดี...

ตัวฉันก็ไม่รู้จักโรงแรมนี้เช่นกัน ฉันเลยบอกเธอว่า ฉันไม่รู้จักค่ะ แต่
ว่า เดี๋ยวคุณไปถามที่ช่องนั้นนะค่ะ..เขาจะให้คำตอบคุณได้เป็น
อย่างดี และเขามี ลีมูซีน บริการด้วยค่ะ..คุณจะได้ไปถึงโรงแรม
อย่างปลอดภัย .....หรือ รอสักครู่ ฉันจะลองสอบถาม 1133 ให้
ฉันตอบเขา...

แต่....เขา...มองหน้าฉัน ...แล้วยิ้มที่มุมปาก ..แล้วเอ่ยขึ้นว่า..
"อืม ฉันคิดตั้งแต่แรกแล้ว ว่าคุณไม่น่าใช่คนไทย ฉันถามผิดคน
คนไทยน่าจะรู้ทุกเรื่องที่เป็นของประเทศไทย"

แล้วเธอก็สะบัดก้นจากไปอย่างไม่ใยดี....ฉันยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น...
เขาแค่รู้สึกแล้วพูด หรือ ว่าด่าฉันกันแน่.....

ฉันเสียใจที่ไม่สามารถตอบคำถามเธอได้ดีกว่านี้ ..
แต่ ฉันผิดหรือไม่ ที่เกิดเป็นคนไทยแล้วไม่ได้รู้จักทุกที่ในเมืองไทยดีพอ ....